NASA ปิดฉากภารกิจ MAVEN หลังสำรวจชั้นบรรยากาศดาวอังคารนานกว่า 11 ปี

NASA ปิดฉากภารกิจ MAVEN หลังสำรวจชั้นบรรยากาศดาวอังคารนานกว่า 11 ปี | Siam Astronomy

NASA ปิดฉากภารกิจ MAVEN หลังสำรวจชั้นบรรยากาศดาวอังคารนานกว่า 11 ปี

แปลและเรียบเรียงโดย Siam Astronomy | อ้างอิง NASA News Release | 3 มิถุนายน 2026
NASA ประกาศอำลาภารกิจ MAVEN หรือ Mars Atmosphere and Volatile Evolution หลังยานสำรวจดาวอังคารสูญเสียสัญญาณและไม่สามารถกู้คืนได้ ปิดฉากภารกิจที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2013 และทำงานในวงโคจรดาวอังคารยาวนานกว่า 11 ปี ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าเหตุใดดาวอังคารจึงเปลี่ยนจากโลกที่อาจเคยเอื้อต่อชีวิต กลายเป็นดาวเคราะห์ที่หนาวเย็นและแห้งแล้งในปัจจุบัน

MAVEN คือภารกิจอะไร

MAVEN เป็นภารกิจแรกของ NASA ที่อุทิศให้กับการศึกษาชั้นบรรยากาศส่วนบน ไอโอโนสเฟียร์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างดาวอังคารกับดวงอาทิตย์และลมสุริยะโดยเฉพาะ

ยานถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนพฤศจิกายน 2013 และเข้าสู่วงโคจรรอบดาวอังคารในปี 2014 ภารกิจหลักเดิมถูกวางไว้เพียง 1 ปี แต่ MAVEN สามารถทำงานต่อเนื่องได้นานกว่าที่คาดไว้อีกกว่า 10 ปี

สัญญาณสุดท้ายและการยุติภารกิจ

NASA ระบุว่า MAVEN ส่งสัญญาณครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม หลังจากนั้นยานเกิดการสูญเสียสัญญาณอย่างไม่คาดคิดเมื่อผ่านหลังดาวอังคาร

ก่อนยานจะเข้าสู่เงาหลังดาวอังคาร ข้อมูลโทรมาตรแสดงว่าระบบย่อยทั้งหมดของยานยังทำงานตามปกติ แต่หลังจากยานโผล่กลับมา เครือข่าย Deep Space Network ของ NASA ไม่สามารถตรวจพบสัญญาณจากยานได้อีก

NASA ตั้งคณะกรรมการทบทวนความผิดปกติในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อตรวจสอบความพยายามในการกู้คืนและประเมินสภาพของยาน ผลการทบทวนระบุว่า MAVEN ไม่สามารถกู้คืนได้ และไม่สามารถปฏิบัติภารกิจวิทยาศาสตร์หรือภารกิจถ่ายทอดข้อมูลได้อีกต่อไป

จากข้อมูลบางส่วนที่ตรวจพบโดยเครื่องรับสัญญาณของ Deep Space Network ยานน่าจะเข้าสู่ Safe Mode และหมุนด้วยอัตราสูงผิดปกติ ทำให้แบตเตอรี่หมด ระบบสื่อสารจึงสูญเสียพลังงานและทำให้ยานอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถกู้คืนได้

NASA ยังสอบสวนสาเหตุรากของเหตุการณ์

NASA ระบุว่าผลเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุสาเหตุรากของความผิดปกติที่เกิดขึ้น คณะกรรมการทบทวนคาดว่าจะส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ภายในช่วงปลายปีนี้

ขณะเดียวกัน NASA ได้เริ่มกระบวนการปลดระวางภารกิจ MAVEN อย่างเป็นทางการตามขั้นตอนมาตรฐาน โดยจะเก็บถาวรชุดข้อมูลทั้งหมดของภารกิจ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์และชุมชนการสำรวจอวกาศใช้ศึกษาต่อไปในอนาคต

MAVEN ช่วยไขปริศนาดาวอังคารอย่างไร

หนึ่งในคำถามใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับดาวอังคารคือ เหตุใดดาวเคราะห์ดวงนี้จึงสูญเสียชั้นบรรยากาศจำนวนมากไปในอดีต

หลักฐานทางธรณีวิทยาบ่งชี้ว่า ดาวอังคารเคยมีน้ำของเหลวบนพื้นผิว และอาจเคยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อชีวิตในอดีต แต่ปัจจุบันดาวอังคารกลับเป็นโลกที่หนาว แห้ง และมีชั้นบรรยากาศเบาบางมาก

MAVEN ช่วยให้เห็นภาพว่าลมสุริยะ พายุสุริยะ และสภาพอากาศอวกาศค่อย ๆ กัดเซาะชั้นบรรยากาศของดาวอังคารออกสู่อวกาศได้อย่างไร

ผลกระทบของดวงอาทิตย์ต่อดาวอังคาร

หนึ่งในผลงานสำคัญช่วงแรกของ MAVEN คือการพบว่า การกัดเซาะชั้นบรรยากาศดาวอังคารเพิ่มขึ้นอย่างมากระหว่างพายุสุริยะ

ทีมวิทยาศาสตร์ศึกษาอนุภาคมีประจุจากดวงอาทิตย์ หรือที่เรียกว่าลมสุริยะ รวมถึงพายุสุริยะที่ปะทะกับดาวอังคารอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยอธิบายว่ากระบวนการจากดวงอาทิตย์มีบทบาทสำคัญเพียงใดในการเปลี่ยนดาวอังคารจากโลกที่อาจเคยอยู่ได้ กลายเป็นดาวเคราะห์แห้งแล้งในปัจจุบัน

แสงออโรราบนดาวอังคาร

MAVEN ยังค้นพบออโรราหลายประเภทบนดาวอังคาร ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออนุภาคพลังงานสูงพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและชนกับก๊าซ ทำให้เกิดการเรืองแสง

หนึ่งในการค้นพบสำคัญคือออโรราจากโปรตอน ซึ่งบนโลกมักเกิดในพื้นที่เล็กใกล้ขั้วโลก แต่บนดาวอังคารสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งดาว เนื่องจากดาวอังคารไม่มีสนามแม่เหล็กโลกขนาดใหญ่แบบโลกคอยป้องกัน

การสูญเสียชั้นบรรยากาศแบบ Sputtering

MAVEN เป็นภารกิจแรกที่ตรวจวัดกระบวนการ atmospheric sputtering ได้ที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งอย่างละเอียด

กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อไอออนพลังงานสูงพุ่งชนชั้นบรรยากาศดาวอังคารแรงพอที่จะผลักโมเลกุลก๊าซให้หลุดออกสู่อวกาศ คล้ายกับการกระโดดลงสระน้ำแล้วทำให้น้ำกระเด็นออกมา

ทีมวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลตลอด 11 ปีของ MAVEN เพื่อศึกษาก๊าซอาร์กอนในชั้นบรรยากาศ และพบหลักฐานของก๊าซที่ถูกดีดออกสู่ระดับสูงในบริเวณเดียวกับที่อนุภาคพลังงานสูงพุ่งชนชั้นบรรยากาศ

พายุฝุ่นและการสูญเสียน้ำ

ในปี 2018 ดาวอังคารเกิดพายุฝุ่นระดับโลกที่ปกคลุมเกือบทั้งดาว MAVEN ใช้โอกาสนี้ศึกษาว่าพายุฝุ่นส่งผลต่อชั้นบรรยากาศส่วนบนอย่างไร

ผลการศึกษาช่วยยืนยันว่า ความร้อนจากพายุฝุ่นสามารถยกโมเลกุลน้ำให้ขึ้นไปสูงกว่าปกติในชั้นบรรยากาศ ทำให้น้ำถูกพาออกสู่อวกาศได้มากขึ้น

นี่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าดาวอังคารสูญเสียน้ำไปอย่างไรตลอดประวัติศาสตร์ของมัน

ช่วยสังเกตการณ์ดาวหาง 3I/ATLAS

นอกจากการศึกษาดาวอังคารแล้ว MAVEN ยังมีส่วนร่วมในการสังเกตดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ขณะอยู่ใกล้ดาวอังคาร

ทีม MAVEN ออกแบบแผนสังเกตการณ์ใหม่ในเวลาเพียง 10 วัน เพื่อถ่ายภาพดาวหางในหลายช่วงคลื่น รวมถึงภาพอัลตราไวโอเลตความละเอียดสูง เพื่อค้นหาร่องรอยของไฮโดรเจนจากดาวหาง

มากกว่า 800 งานวิจัย และบทบาทใน Mars Relay Network

ตลอดอายุภารกิจ ทีมวิทยาศาสตร์ MAVEN ผลิตผลงานวิชาการมากกว่า 800 ฉบับ และยังคาดว่าจะมีงานวิจัยเพิ่มเติมจากข้อมูลของภารกิจนี้ในอนาคต

นอกจากบทบาทด้านวิทยาศาสตร์ MAVEN ยังเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายถ่ายทอดข้อมูลจากดาวอังคาร หรือ Mars Relay Network โดยช่วยส่งข้อมูลจากรถสำรวจบนพื้นผิวดาวอังคารกลับมายังโลก

NASA ระบุว่า MAVEN ยังถือสถิติของระบบสุริยะในการถ่ายทอดข้อมูลจากดาวเคราะห์ดวงอื่นมากที่สุดภายในวันเดียว

ข้อมูลสำคัญของ MAVEN

หัวข้อ ข้อมูล
ชื่อเต็ม Mars Atmosphere and Volatile Evolution
ปล่อยยาน พฤศจิกายน 2013
เข้าสู่วงโคจรดาวอังคาร ปี 2014
ระยะเวลาทำงาน มากกว่า 11 ปีในวงโคจรดาวอังคาร
ภารกิจหลักเดิม 1 ปี
เป้าหมาย ศึกษาชั้นบรรยากาศส่วนบน ไอโอโนสเฟียร์ และการสูญเสียชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร
สัญญาณสุดท้าย 6 ธันวาคม
สถานะ NASA ประกาศไม่สามารถกู้คืนได้ และเริ่มกระบวนการปลดระวางภารกิจ

ความสำคัญต่อการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร

NASA ระบุว่าข้อมูลจาก MAVEN มีความสำคัญต่อการวางแผนปกป้องนักบินอวกาศในอนาคต เพราะการเข้าใจสภาพรังสี สภาพอากาศอวกาศ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวอังคาร จะช่วยกำหนดมาตรการความปลอดภัยสำหรับภารกิจมนุษย์บนดาวอังคาร

แม้ยาน MAVEN จะสิ้นสุดภารกิจแล้ว แต่ข้อมูลที่เก็บมาตลอดกว่าทศวรรษจะยังคงเป็นฐานข้อมูลสำคัญต่อการศึกษาดาวอังคารไปอีกหลายสิบปี

สรุป

การอำลาของ MAVEN คือการปิดฉากภารกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การสำรวจดาวอังคาร

จากภารกิจหลักเพียง 1 ปี MAVEN กลับทำงานได้นานกว่า 11 ปี ช่วยเปิดเผยกลไกการสูญเสียชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร ศึกษาอิทธิพลของดวงอาทิตย์ ค้นพบออโรรารูปแบบใหม่ วิเคราะห์พายุฝุ่นระดับโลก และสนับสนุนการถ่ายทอดข้อมูลจากยานบนดาวอังคารกลับมายังโลก

แม้ยานจะเงียบหายไปแล้ว แต่ข้อมูลจาก MAVEN จะยังคงพูดแทนมันต่อไปอีกนาน และจะช่วยให้มนุษย์เข้าใจดาวอังคารมากขึ้น ก่อนวันที่เราจะเดินทางไปเหยียบดาวเคราะห์สีแดงด้วยตนเอง

Previous Post Next Post