NASA เปิดอนาคตการสื่อสารห้วงอวกาศลึก ปูทาง Artemis ดวงจันทร์ และดาวอังคาร
Image credit: NASA
การสื่อสารคือเส้นเลือดใหญ่ของภารกิจอวกาศ
ทุกภาพถ่าย วิดีโอ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ คำสั่งควบคุมยาน และข้อมูลสุขภาพของนักบินอวกาศ ล้วนต้องอาศัยระบบสื่อสารระหว่างยานอวกาศกับโลก
ในรายการ NASA ระบุว่า ภารกิจอย่าง Artemis ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่มีอยู่แล้ว เช่น Near Space Network, Deep Space Network และเครือข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบดั้งเดิม เพื่อส่งข้อมูลจากยานกลับมายังโลก
แต่เมื่อภารกิจมนุษย์ในอวกาศเริ่มซับซ้อนขึ้น ความต้องการข้อมูลก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอความละเอียดสูง ภาพนิ่ง ข้อมูลวิศวกรรม ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และข้อมูลแบบเรียลไทม์สำหรับศูนย์ควบคุมภารกิจ
SCaN คือหน่วยงานเบื้องหลังการสื่อสารอวกาศของ NASA
SCaN หรือ Space Communications and Navigation เป็นโครงการของ NASA ที่รับผิดชอบเครือข่ายการสื่อสารและนำทางสำหรับภารกิจอวกาศ
Greg Heckler อธิบายว่า SCaN ดูแลทั้งเครือข่ายภาคพื้นดินและเครือข่ายในอวกาศ ตั้งแต่เสาอากาศขนาดใหญ่ของ Deep Space Network ที่ใช้ติดต่อภารกิจไกลมาก เช่น Voyager ไปจนถึงระบบ Tracking and Data Relay Satellite หรือ TDRS ที่เคยเป็นโครงสร้างหลักในการสนับสนุนกระสวยอวกาศ สถานีอวกาศนานาชาติ และภารกิจวิทยาศาสตร์หลายชุด
ในภารกิจ Artemis II ระบบสื่อสารของ Orion ใช้หลายเครือข่ายร่วมกัน ทั้ง TDRS, Deep Space Network และ Near Space Network ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภารกิจดวงจันทร์ยุคใหม่ต้องอาศัยระบบสื่อสารหลายชั้นพร้อมกัน
Deep Space Network ยังสำคัญ แต่ไม่พอสำหรับอนาคต
Deep Space Network หรือ DSN เป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่สุดของ NASA ประกอบด้วยเสาอากาศขนาดใหญ่หลายแห่งบนโลกที่ใช้รับส่งสัญญาณกับยานอวกาศระยะไกล
ระบบนี้มีบทบาทสำคัญต่อภารกิจสำรวจระบบสุริยะมานานหลายทศวรรษ แต่ความต้องการข้อมูลในยุคใหม่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เมื่อภารกิจในอนาคตอาจมีทั้งยาน Orion, ระบบลงจอดบนดวงจันทร์, รถสำรวจ, เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และภารกิจเชิงพาณิชย์หลายชุดทำงานพร้อมกัน NASA จึงต้องคิดถึงเครือข่ายสื่อสารที่รองรับปริมาณข้อมูลมากขึ้นและยืดหยุ่นกว่าเดิม
Optical Communications: ใช้แสงเลเซอร์ส่งข้อมูลจากอวกาศ
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ NASA กำลังผลักดันคือ Optical Communications หรือการสื่อสารด้วยแสง
ต่างจากการสื่อสารวิทยุแบบเดิมที่ใช้คลื่นไมโครเวฟ Optical Communications ใช้แสงในช่วงใกล้อินฟราเรดเพื่อส่งข้อมูล ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการส่งข้อมูลได้สูงขึ้นอย่างมาก
ในรายการ Greg Heckler กล่าวถึงการสาธิตเทคโนโลยีสื่อสารด้วยแสงหลายชุด รวมถึง DSOC หรือ Deep Space Optical Communications บนภารกิจ Psyche และการสาธิต Optical Communications ที่เกี่ยวข้องกับ Artemis II
สำหรับยาน Orion ระบบวิทยุแบบเดิมสามารถส่งข้อมูลได้ในระดับไม่กี่เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับความต้องการวิดีโอ เสียง และข้อมูลเทเลเมทรีจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การสื่อสารด้วยแสงจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญเพื่อขยาย “ท่อส่งข้อมูล” จากอวกาศกลับมายังโลก
ความท้าทายของการสื่อสารด้วยแสง
แม้ Optical Communications จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความท้าทายสำคัญ เช่น สภาพอากาศ เมฆ และตำแหน่งสถานีรับสัญญาณภาคพื้นดิน
สัญญาณเลเซอร์ต้องชี้ไปยังสถานีรับบนโลกอย่างแม่นยำ และอาจได้รับผลกระทบจากเมฆมากกว่าการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ
ดังนั้น NASA จึงต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลาย เช่น การเพิ่มจำนวนสถานีรับสัญญาณบนโลก การใช้ดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณ หรือการออกแบบเครือข่ายที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลได้ตามสถานการณ์
เครือข่ายรอบดวงจันทร์และอินเทอร์เน็ตบนพื้นผิวดวงจันทร์
อีกแนวคิดสำคัญคือการสร้างเครือข่ายสื่อสารรอบดวงจันทร์ เพื่อรองรับยานลงจอด นักบินอวกาศ รถสำรวจ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทำงานบนพื้นผิวดวงจันทร์
Greg Heckler อธิบายแนวคิดว่า ในอนาคตอาจมี lunar relay หรือดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณรอบดวงจันทร์ ทำหน้าที่คล้ายโครงข่ายสื่อสารที่คอยรับข้อมูลจากพื้นผิวดวงจันทร์แล้วส่งกลับมายังโลก
สำหรับพื้นผิวดวงจันทร์ NASA ยังสนใจแนวคิด surface wireless network ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเครือข่ายโทรศัพท์มือถือหรือ Wi-Fi บนโลก โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ บนพื้นผิวดวงจันทร์สามารถส่งข้อมูลเข้าหาเครือข่ายกลาง ก่อนถ่ายทอดขึ้นไปยัง lunar relay
แนวคิดนี้สำคัญมากสำหรับภารกิจ Artemis เพราะในอนาคตบนดวงจันทร์อาจไม่ได้มีเพียงยานลำเดียว แต่มีทั้งนักบินอวกาศ ระบบลงจอด รถสำรวจ อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานหลายชนิดที่ต้องสื่อสารพร้อมกัน
NASA ใช้เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์มากขึ้น
NASA ระบุว่าตลาดการสื่อสารผ่านดาวเทียมกำลังอยู่ในช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว มีบริษัทจำนวนมากพัฒนาระบบสื่อสารในวงโคจรต่ำ วงโคจรกลาง และวงโคจรค้างฟ้า
Greg Heckler มองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่ NASA จะสามารถนำเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์มาปรับใช้กับปัญหาด้านอวกาศ เช่น ระบบ relay รอบดวงจันทร์ หรือเครือข่ายไร้สายบนพื้นผิวดวงจันทร์
ตัวอย่างหนึ่งคือแนวคิดใช้มาตรฐานโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีที่ภาคเอกชนพัฒนาอยู่แล้ว มาปรับให้อยู่ในฮาร์ดแวร์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมของดวงจันทร์ แทนที่จะสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น
ยุคเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมสู่ระบบใหม่
NASA ยังต้องบริหารการเปลี่ยนผ่านจากระบบสื่อสารรุ่นเก่า เช่น TDRS ไปสู่ระบบเชิงพาณิชย์และเทคโนโลยีใหม่
TDRS เป็นระบบที่มีบทบาทอย่างมากต่อภารกิจในวงโคจรโลกมานานหลายทศวรรษ แต่ดาวเทียมในระบบนี้จะค่อย ๆ หมดอายุไปตามเวลา และ NASA ต้องตัดสินใจว่าจะไม่ให้ภารกิจรุ่นใหม่พึ่งพาระบบเดิมมากเกินไป
ในระยะยาว การใช้บริการจากภาคเอกชนร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น Optical Communications อาจให้ประสิทธิภาพสูงกว่า และอาจมีต้นทุนที่เหมาะสมกว่าสำหรับภารกิจจำนวนมาก
Artemis III และความต้องการวิดีโอคุณภาพสูง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่กล่าวถึงในรายการคือ Artemis III ซึ่ง NASA ต้องการระบบสื่อสารที่ดีขึ้นเพื่อรองรับข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงวิดีโอคุณภาพสูง
Greg Heckler ระบุว่า SCaN กำลังมองหาความเป็นไปได้จากภาคอุตสาหกรรมในการหาโซลูชันแบบ end-to-end สำหรับ Orion เพื่อสนับสนุนการส่งวิดีโอระดับ 4K และข้อมูลภารกิจสำคัญอื่น ๆ
ประเด็นนี้สะท้อนว่าอนาคตของภารกิจอวกาศไม่ได้ขึ้นอยู่กับจรวดและยานอวกาศเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งข้อมูลกลับโลกให้รวดเร็วและน่าเชื่อถือด้วย
ข้อมูลสำคัญจาก NASA Podcast ตอนนี้
| หัวข้อ | ข้อมูล |
|---|---|
| รายการ | Houston We Have a Podcast |
| ตอน | Episode 425: The Future of Deep Space Communications |
| เผยแพร่ | 5 มิถุนายน 2026 |
| บันทึกรายการ | 5 พฤษภาคม 2026 |
| แขกรับเชิญ | Greg Heckler |
| ตำแหน่ง | NASA SCaN Deputy Program Manager for Capability Development |
| หัวข้อหลัก | อนาคตของการสื่อสารห้วงอวกาศลึก |
| เทคโนโลยีสำคัญ | Deep Space Network, Near Space Network, TDRS, Optical Communications, Lunar Relay, Surface Wireless Network |
| ภารกิจที่เกี่ยวข้อง | Artemis, Orion, ภารกิจดวงจันทร์, ภารกิจดาวอังคาร และภารกิจห้วงอวกาศลึก |
สรุป
ตอนใหม่ของ Houston We Have a Podcast แสดงให้เห็นว่า อนาคตของการสำรวจอวกาศไม่ได้ขึ้นอยู่กับยานอวกาศเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบสื่อสารที่สามารถรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลจากอวกาศกลับมายังโลก
เมื่อมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ และเตรียมขยายภารกิจไปยังดาวอังคาร NASA จำเป็นต้องมีเครือข่ายสื่อสารที่เร็วขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้น ทั้งนักบินอวกาศ ยานลงจอด รถสำรวจ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์
Deep Space Network และระบบวิทยุแบบเดิมยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่อนาคตจะรวมถึง Optical Communications, เครือข่ายรอบดวงจันทร์, เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ และระบบไร้สายบนพื้นผิวดวงจันทร์
กล่าวได้ว่า การสร้าง “อินเทอร์เน็ตของดวงจันทร์” และเครือข่ายสื่อสารห้วงอวกาศยุคใหม่ อาจเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการสำรวจอวกาศในศตวรรษนี้
