13 ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช

NASA Curiosity พบโครงสร้างคล้ายแผ่นดิสก์บนดาวอังคาร เตรียมเจาะวิเคราะห์แร่ | Siam Astronomy

NASA Curiosity พบโครงสร้างคล้ายแผ่นดิสก์บนดาวอังคาร เตรียมเจาะวิเคราะห์แร่

ภาพพื้นผิวหิน Salar de Vacas ที่ถ่ายโดยรถสำรวจ Curiosity บนดาวอังคาร
Credit Image: NASA/JPL-Caltech/MSSS

รถสำรวจ Curiosity ของ NASA พบลักษณะพื้นผิวหินที่สร้างความสนใจ ให้กับทีมวิทยาศาสตร์ หลังจากรถสำรวจเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งมีเนื้อหินแตกต่างจากชั้นหินที่พบในช่วงก่อนหน้านี้

แทนที่จะพบเพียงชั้นหินละเอียดที่ทีมกำลังศึกษาอยู่ในบริเวณ หน่วยหินที่อุดมด้วยซัลเฟต Curiosity กลับพบก้อนหิน ที่มีโครงสร้างขนาดเล็กจำนวนมากซ้อนและกระจายอยู่บนพื้นผิว โดยหลายส่วนมีรูปร่างคล้ายแผ่นดิสก์

โครงสร้างขนาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

ภาพระยะใกล้จากกล้อง Mars Hand Lens Imager หรือ MAHLI แสดงบริเวณหินที่ทีมตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “Salar de Vacas”

โครงสร้างคล้ายแผ่นดิสก์ที่ปรากฏในภาพ มีขนาดกว้างประมาณ 3–4 มิลลิเมตร หรือประมาณ 0.12–0.16 นิ้ว และมีความหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร

ตรงบริเวณกลางภาพยังสามารถเห็นร่องที่เกิดขึ้น หลังจาก Curiosity ใช้ Dust Removal Tool หรือ DRT ปัดฝุ่นออกจากพื้นผิวหิน เพื่อเปิดให้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ตรวจสอบเนื้อหินได้ชัดเจนขึ้น

Curiosity บันทึกภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ตรงกับ Sol 5016 หรือวันที่ 5,016 บนดาวอังคารของภารกิจ Mars Science Laboratory

ยังไม่ยืนยันว่าโครงสร้างเหล่านี้คืออะไร

ทีมวิทยาศาสตร์ระบุว่า เคยพบโครงสร้างบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกันมาก่อน ในช่วงต้น ๆ ของภารกิจ Curiosity รวมถึงบริเวณใกล้ Pahrump Hills ในชั้นหิน Murray

โครงสร้างลักษณะนี้ยังสามารถพบได้ในหินบางประเภทบนโลก โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่แร่ตกผลึกออกมาจากของเหลว ซึ่งกำลังระเหยออกไป

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้สรุปว่า สิ่งที่เห็นบนดาวอังคารเกิดจากกระบวนการเดียวกัน

หนึ่งในความเป็นไปได้คือ รูปร่างคล้ายแผ่นดิสก์อาจเกิดจากรูปแบบการเติบโต ของผลึกแร่บางชนิด ซึ่งสามารถสร้างโครงสร้างในลักษณะคล้ายกันได้

อีกความเป็นไปได้คือ โครงสร้างเหล่านี้อาจเป็นเศษของชั้นหินที่แข็งกว่า ซึ่งแตกออกและมารวมตัวอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ใช้เครื่องมือหลายชนิดตรวจสอบองค์ประกอบ

เพื่อทำความเข้าใจลักษณะที่พบใหม่ ทีม Curiosity วางแผนใช้เครื่องมือหลายชนิด ในการศึกษาทั้งรูปร่างและองค์ประกอบทางเคมี

กล้อง Mastcam และ MAHLI ถูกใช้เพื่อบันทึกรายละเอียดของโครงสร้าง บนเป้าหมายที่มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “Yungay” และ “Chiu Chiu”

ขณะเดียวกัน ChemCam จะใช้เทคนิค Laser-Induced Breakdown Spectroscopy หรือ LIBS ยิงเลเซอร์ไปยังพื้นผิวหิน แล้ววิเคราะห์แสงที่เกิดขึ้น เพื่อศึกษาธาตุที่ประกอบอยู่ในหิน

เป้าหมายสำหรับการตรวจด้วย LIBS ประกอบด้วยพื้นที่ซึ่งตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “Puya Raimondii” “Liolaemus Tacnae” และ “Pisqu Warkatana”

ส่วน Alpha Particle X-ray Spectrometer หรือ APXS ถูกวางแผนให้ตรวจสอบองค์ประกอบ ของบริเวณ “Salar de Vacas”

Curiosity เตรียมกลับมาเจาะหินอีกครั้ง

แม้เครื่องมือต่าง ๆ จะสามารถตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีได้ แต่หากทีมต้องการระบุชนิดของแร่โดยตรง จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ Chemistry and Mineralogy หรือ CheMin

CheMin ใช้เทคนิค X-ray diffraction เพื่อศึกษาว่าแร่ชนิดใดอยู่ภายในตัวอย่างหิน และการส่งตัวอย่างเข้าเครื่องมือนี้ จำเป็นต้องใช้ระบบเจาะของ Curiosity เพื่อเก็บผงหินก่อน

NASA ระบุว่า Curiosity เดินทางมาแล้วมากกว่า 1 กิโลเมตร นับจากจุดที่ทำการเจาะครั้งล่าสุด บริเวณ Campo Marte

การเจาะครั้งถัดไปยังจะมีความสำคัญ เพราะจะเป็นการเจาะครั้งแรก หลังจากรถสำรวจเคลื่อนผ่านบริเวณ ที่ทีมเรียกว่า erosional supersurface

เลือกพื้นที่ที่มีแนวโน้มเหมาะสำหรับการเจาะ

หลังจากการขับเคลื่อนในแผนปฏิบัติการช่วงกลางสัปดาห์ Curiosity เดินทางเข้าใกล้พื้นที่ซึ่งทีมมองว่า มีแนวโน้มเหมาะสำหรับการเก็บตัวอย่างด้วยการเจาะ

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากจุด ที่พบโครงสร้างคล้ายแผ่นดิสก์ ซึ่ง Mastcam ได้บันทึกภาพไว้ ภายใต้ชื่อเป้าหมาย “Torres del Paine”

ทีมยังวางแผนตรวจสอบพื้นที่เจาะ ด้วยเครื่องมือที่ติดตั้งบนแขนกลของ Curiosity รวมถึงเป้าหมาย “Alberta Wild Rose” และ “Moonraker Mountain”

ChemCam จะตรวจสอบเป้าหมาย “Osoyoos” ขณะที่ Mastcam จะสำรวจพื้นที่ “Trincomali Channel” และ “Yellow Lady's Slipper”

จากนั้นทีมได้เลือกตำแหน่งเฉพาะ สำหรับใช้เป็นเป้าหมายในการเจาะ และวางแผนให้ Curiosity เคลื่อนที่เป็นระยะทางสั้น ๆ เพื่อให้แขนกลสามารถเข้าถึงตำแหน่งดังกล่าวได้

ศึกษาชั้นหินรอบ Valle Grande

นอกเหนือจากการสำรวจพื้นผิวระยะใกล้ Curiosity ยังเดินหน้าศึกษาภูมิประเทศ ในระยะไกลรอบ Valle Grande

ChemCam ใช้กล้อง Remote Micro-Imager หรือ RMI ร่วมกับภาพโมเสกจาก Mastcam เพื่อสำรวจเนินหินทั้งสองด้านของ Valle Grande

ภาพเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ มองเห็นโครงสร้างชั้นหินเหนือบริเวณที่รถสำรวจกำลังเดินทาง คล้ายกับการมองภาพตัดของชั้นตะกอน

ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยในการทำแผนที่โครงสร้างตะกอน และศึกษาว่าหินบริเวณนี้ก่อตัวขึ้น และถูกกัดเซาะในอดีตอย่างไร

รอผลจากการเจาะเพื่อระบุชนิดของแร่

การค้นพบโครงสร้างแปลกตาบนพื้นผิวหินครั้งนี้ ยังไม่ถือเป็นการยืนยันการค้นพบแร่ชนิดใหม่บนดาวอังคาร

ทีม Curiosity จำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม จากภาพถ่าย การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี และโดยเฉพาะข้อมูลจาก CheMin ก่อนที่จะสามารถอธิบายได้อย่างมั่นใจว่า โครงสร้างคล้ายแผ่นดิสก์เหล่านี้เกิดขึ้นจากกระบวนการใด

ผลจากการศึกษานี้อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ เข้าใจสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยา และประวัติของของเหลวในพื้นที่บริเวณ Mount Sharp ได้ละเอียดมากขึ้น


Credit Image: NASA/JPL-Caltech/MSSS

Source: NASA Science – Curiosity Blog, Sols 5016–5021: Fantastic Minerals and How To Detect Them

ติดตามข่าวสารด้านอวกาศ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการสำรวจจักรวาลเพิ่มเติมได้ที่ Siam Astronomy

Previous Post Next Post