Siam Astronomy Special Interview | ช่อ พรรณิการ์ วานิช | อวกาศไทยกับอนาคตของประเทศ
บทสัมภาษณ์พิเศษ: มุมมองของ "ช่อ พรรณิการ์ วานิช" ต่อนโยบายด้านอวกาศของประเทศไทย ที่ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ อย่างการส่งนักบินอวกาศ แต่เจาะลึกไปถึงประเด็นความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โอกาสทางเศรษฐกิจ และอนาคตสายอาชีพวิศวกรอวกาศของเด็กรุ่นใหม่
อวกาศในยุค 2026: มากกว่าเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่คือภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง
พอถามว่านโยบายเกี่ยวกับอวกาศของประเทศไทยควรจะเป็นยังไงเนี่ย เอาจริงๆ คนส่วนใหญ่น่าจะคิดถึงแบบ เราจะมียานอวกาศเป็นของตัวเอง เราจะมีนักบินอวกาศ เราจะไปดาวอังคาร ดวงจันทร์ ฯลฯ แต่ว่าจริงๆ คนในแวดวงวิทยาศาสตร์ หรือแวดวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ได้นึกถึงเรื่องพวกนั้นกันแล้วนะคะ ในทศวรรษนี้ เวลาพูดถึงอวกาศเนี่ย มันจะนึกถึงได้ 2 ฝั่ง คือฝั่งความมั่นคง กับฝั่งการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitics) และเศรษฐกิจ
เอาฝั่งความมั่นคงก่อนนะคะ ดั้งเดิมเนี่ยใครๆ ก็รู้ว่าเทคโนโลยีอวกาศมันเป็นเรื่องของความมั่นคงและการทหารเป็นหลัก นำโดยสมัยสงครามเย็น เจ้าของนวัตกรรมอวกาศยังไงก็ต้องบอกว่าเป็นสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขามองความมั่นคงทางอวกาศผูกติดกับสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่แค่การส่งคนไปดาวต่างๆ แต่คือการรักษาระบบนวัตกรรมของเขาที่อยู่นอกโลก
ระบบนำทาง (Navigation) และผลประโยชน์แห่งชาติ
ถ้าเอาแบบใกล้ตัวเราเข้ามาเนี่ย และเป็นสิ่งที่กองทัพไทยจะมอง คือมันจะเป็นเรื่องของ Navigation (ระบบนำทาง) ซึ่งใกล้ตัวเรามาก ทุกวันนี้ชีวิตเราก็ใช้ GPS ในทุกห้วงขณะจิต กองทัพก็ต้องใช้เยอะเพราะสงครามในยุคนี้คือการทำสงครามระยะไกล ต้องมีการระบุพิกัดที่แม่นยำ
GPS เนี่ยมันคือระบบของสหรัฐอเมริกา แต่จริงๆ ในโลกนี้มีอยู่ 5-6 ระบบ เช่น อินเดียกำลังพัฒนา จีนมีเป่ยโต่ว (Beidou) ยุโรปมีกาลิเลโอ (Galileo) เวลาเราพูดถึงความมั่นคงทางอวกาศของไทย มันคือเรื่องนี้แหละว่า ระบบ Navigation ที่เกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันและศักยภาพการรบ เราจะใช้ของใคร? ถ้าเราใช้ของสหรัฐแล้วมีปัญหากัน เราก็อาจโดนตัดสิทธิ์ หรือถ้าไปใช้ของจีนแล้วมีปัญหาก็สู้เขาไม่ได้เลย
ทางรอดของไทย: การสร้างมาตรฐาน แทนการเลือกค่าย
แล้วเราต้องถูกบังคับให้เลือกค่ายเหรอ? ทางรอดที่หลายประเทศทำกันอยู่คือ แทนที่จะเลือกค่ายไปเลยว่าจะซื้อของจีน สหรัฐ หรือรัสเซีย เขาใช้วิธี "กำหนดสเปคหรือมาตรฐาน" ว่าระบบที่เราจะซื้อต้องทำได้ 1-2-3-4-5 ใครที่ทำสเปคได้ตรงเราก็ซื้อหมด ซึ่งนี่คือทางรอดในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่จะไม่ถูกตราหน้าว่าอยู่ค่ายใดค่ายหนึ่ง เป็นการสร้าง Leverage หรือพลังต่อรองในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) โอกาสของคนรุ่นใหม่
อีกแง่มุมหนึ่งสำหรับน้องๆ Gen Z ที่กำลังเรียนหรือหาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อวกาศมันมีความเป็นไปได้ไหมสำหรับประเทศเรา? เอาจริงๆ หลายคนไม่รู้นะว่า มีบริษัทผลิตเครื่องมือของไทย ได้เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ไปอยู่ในยานอวกาศของจีนแล้ว และมีบริษัทสัญชาติไทยอย่าง mu Space ที่ก้าวขึ้นไปทัดเทียมกับโลก โดยที่เติบโตด้วยตัวเองไม่ได้พึ่งพารัฐบาล
การจะสร้างบริษัทให้เติบโตระดับโลก รัฐสามารถสนับสนุนได้โดยเงินลงทุนหรือคำสั่งซื้อจากภาครัฐ เช่น ดาวเทียมขนาดเล็ก (Small Satellites) ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ต้องมีกันเป็นฝูง ไทยเองผลิตได้ ถ้ารัฐมีคำสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใกล้ตัวอย่างเช่น ภัยธรรมชาติ พยากรณ์อากาศ ทรัพยากร มันก็จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตและ Supply Chain ใหม่ๆ ในประเทศ
Spaceport vs ดาวเทียมขนาดเล็ก: ลงทุนอะไรดี?
มีคำถามว่าเราควรลงทุนอะไรอีกบ้าง? มีการสำรวจความเป็นไปได้ในการทำ Spaceport (จุดปล่อยจรวดขนาดเล็ก) ในไทย ซึ่งผู้รู้หลายท่านให้ข้อคิดเห็นว่ามันอาจจะไม่ได้คุ้มทุน หรือสร้างงานได้มากขนาดนั้น เพราะเราต้องเป็นผู้รับและรอลูกค้ามาใช้บริการ
แต่ถ้าเราไปพัฒนาส่วนอื่น เช่น ดาวเทียมขนาดกลางหรือเล็ก มันจะสร้าง Drive ให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยให้มีเป้าหมาย การส่งเสริมคนไทยไปทำงาน แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับบริษัทเอกชนระดับโลก (อย่างที่ NASA เปลี่ยนโมเดลมาใช้เอกชนเช่น SpaceX) น่าจะเป็นศักยภาพที่เราทำได้ดีกว่า
บทสรุป: จากนักบินอวกาศสู่วิศวกรอวกาศระดับโลก
ณ วันนี้ เด็กไทยอาจจะไม่ได้ใฝ่ฝันแค่อยากเป็นนักบินอวกาศ แต่เขาอาจจะใฝ่ฝันอยากเป็นวิศวกรอวกาศ ที่ทำชิป ทำแผงวงจร หรือผลิตเครื่องมือทางด้านอวกาศของไทย ที่จะไปอยู่ในสถานีอวกาศของสหรัฐฯ จีน หรือรัสเซีย ถ้าเราทำได้ขนาดนั้น มันจะเป็นผลดีกับ Generation ต่อไป เป็นการสร้างพลังต่อรองในเวทีโลก และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนไทยรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง