พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 9 และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ ศิลปาชีพ ศิลปวัฒนธรรม ผ้าไทย การแพทย์และสาธารณสุข งานด้านมนุษยธรรม ตลอดจนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พระราชประวัติของพระองค์เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม การพัฒนาชนบท ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ของประเทศไทยตลอดหลายทศวรรษ
พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์โดยสังเขป
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร
พระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2475 ณ บ้านของพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) เลขที่ 1808 ถนนพระรามที่ 6 ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร
ช่วงเวลาที่ทรงพระราชสมภพเป็นช่วงสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากเกิดขึ้นไม่นานหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475
พระราชบิดาและพระราชมารดา
พระราชบิดาคือ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ซึ่งในช่วงเวลาทรงพระราชสมภพทรงเป็นหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และทรงรับราชการทหาร
พระราชมารดาคือ หม่อมหลวงบัว กิติยากร ราชสกุลเดิมสนิทวงศ์
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 พระบิดาได้รับการแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ทางการทูต ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่หม่อมหลวงบัวซึ่งกำลังทรงครรภ์ยังพำนักอยู่ในประเทศไทย และทรงให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ในประเทศไทย
ในระยะแรกของพระชนมชีพ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงอยู่ในความดูแลของพระอัยกาและพระอัยยิกาฝ่ายพระมารดา ก่อนที่จะเสด็จไปสมทบกับพระบิดามารดาในเวลาต่อมา
พระนาม “สิริกิติ์”
พระนาม “สิริกิติ์” ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ความหมายของพระนาม “สิริกิติ์” คือ “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร” อันเป็นพระนามที่มีความหมายเป็นสิริมงคล และเกี่ยวเนื่องกับราชสกุลกิติยากร
พระราชประวัติในวัยเยาว์
ในช่วงทรงพระเยาว์ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต้องประสบกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง
พระองค์เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ในปี พ.ศ. 2479 ต่อมาเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาขยายตัว และพื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศ จึงย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ถนนสามเสน
ในระหว่างทรงศึกษา พระองค์ทรงสนพระทัยด้านดนตรี โดยเฉพาะเปียโน และทรงตั้งพระทัยที่จะศึกษาด้านดนตรีอย่างจริงจัง
ประสบการณ์ในช่วงสงครามยังมีส่วนหล่อหลอมพระอุปนิสัย ด้านความอดทน ความมีระเบียบวินัย ความเสียสละ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
การศึกษาในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พระบิดาได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ ครอบครัวจึงเดินทางไปพำนักในประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2489
ระหว่างประทับในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส รวมทั้งทรงศึกษาด้านดนตรี โดยเฉพาะเปียโน
ต่อมาพระบิดาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการทูต ในประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก และครอบครัวได้ย้ายไปพำนักในกรุงปารีส
ในปี พ.ศ. 2491 ขณะที่ประทับอยู่ในกรุงปารีส หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีโอกาสเข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งประทับรักษาพระองค์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
ต่อมา สมเด็จพระราชชนนีมีพระราชดำริให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ ในโรงเรียนประจำ Riante Rive ซึ่งสอนวิชาภาษา ศิลปะ ดนตรี วรรณคดี และประวัติศาสตร์
การหมั้น
วันที่ 19 กรกฎาคม พุทธศักราช 2492 มีการประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน ระหว่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
ในการหมั้นครั้งนั้นทรงใช้พระธำมรงค์ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนกทรงใช้หมั้นสมเด็จพระราชชนนี เป็นพระธำมรงค์หมั้น
หลังการหมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ยังคงศึกษาต่อ จนถึงกำหนดเสด็จนิวัตประเทศไทยในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2493 เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พ.ศ. 2493
วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานในพระราชพิธี และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันเดียวกันได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
การสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ในโอกาสดังกล่าวได้ทรงเฉลิมพระยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
นับแต่นั้นเป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะพระบรมราชินี เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อย่างต่อเนื่อง
การเสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์
วันที่ 5 มิถุนายน พุทธศักราช 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพักรักษาพระองค์ต่อไป
ช่วงเวลาที่ประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นช่วงเวลาสำคัญในพระราชประวัติของครอบครัว และเป็นสถานที่ประสูติของพระราชโอรสและพระราชธิดาพระองค์แรก
พระราชโอรสและพระราชธิดา 4 พระองค์
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 4 พระองค์
- ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
- พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
- สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
พระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ ทรงมีพระราชกรณียกิจและพระกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อประเทศชาติและประชาชน
พระราชกรณียกิจในฐานะพระบรมราชินี
ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทั้งในด้านสังคม การพัฒนาชนบท ศิลปวัฒนธรรม สาธารณสุข และมนุษยธรรม
การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้ทรงได้รับทราบถึงสภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล
พระราชกรณียกิจจำนวนมากจึงมุ่งสนับสนุนให้ประชาชน มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง โดยใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่ในท้องถิ่น
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ พ.ศ. 2503
ในปีพุทธศักราช 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อเจริญพระราชไมตรีกับนานาประเทศ
การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้นมีความสำคัญ ต่อการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ ทั้งด้านการแต่งกาย ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรม และเอกลักษณ์ของประเทศไทย
พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศในช่วงเวลานี้ จึงไม่ได้มีเพียงมิติของการเจริญสัมพันธไมตรี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ความเป็นไทย ให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ
กำเนิดชุดไทยพระราชนิยม
หนึ่งในพระราชกรณียกิจด้านวัฒนธรรมที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือการส่งเสริมและพัฒนาเครื่องแต่งกายสตรีไทย ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับยุคสมัย และสามารถใช้ในโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
ในปี พ.ศ. 2503 มีการศึกษาค้นคว้า รูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในอดีต แล้วนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานร่วมสมัย จนเกิดเป็น ชุดไทยพระราชนิยม
ชุดไทยพระราชนิยมมีทั้งหมด 8 แบบ ได้แก่
- ชุดไทยเรือนต้น
- ชุดไทยจิตรลดา
- ชุดไทยอมรินทร์
- ชุดไทยบรมพิมาน
- ชุดไทยจักรี
- ชุดไทยจักรพรรดิ
- ชุดไทยดุสิต
- ชุดไทยศิวาลัย
ชุดแต่ละแบบมีรูปแบบและความเหมาะสมกับโอกาสแตกต่างกัน และได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ การแต่งกายแบบไทย
ความสำคัญของชุดไทยพระราชนิยมต่อวัฒนธรรมไทย
ชุดไทยพระราชนิยมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นการนำองค์ความรู้จากการแต่งกายของสตรีไทยในอดีต มาปรับให้สามารถใช้งานได้ในสังคมสมัยใหม่
การพัฒนาเครื่องแต่งกายดังกล่าวยังช่วยส่งเสริม การใช้ผ้าไทยและงานฝีมือไทย ทำให้ผ้าและงานหัตถกรรมจากชุมชน มีพื้นที่ในสังคมและได้รับความสนใจมากขึ้น
ปัจจุบันชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ยังถูกใช้ในงานพิธี งานทางการ และโอกาสสำคัญต่าง ๆ
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพ
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพเป็นหนึ่งในงานสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท
แนวพระราชดำริด้านศิลปาชีพมุ่งส่งเสริมให้ราษฎร โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท สามารถใช้เวลาว่างจากการทำการเกษตร ประกอบอาชีพเสริมจากงานหัตถกรรม
งานทอผ้า งานปัก งานจักสาน งานเครื่องปั้นดินเผา และงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมให้มีคุณภาพ จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชน
งานศิลปาชีพจึงมีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะช่วยให้ความรู้และทักษะของช่างฝีมือ สามารถถ่ายทอดต่อไปยังคนรุ่นหลัง
มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
งานด้านศิลปาชีพได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นระบบการส่งเสริมงานหัตถกรรม การฝึกอบรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนช่างฝีมือในพื้นที่ต่าง ๆ
มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีบทบาทสำคัญในการสืบสานงานศิลปาชีพ และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านงานช่างไทย
งานดังกล่าวครอบคลุมทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย งานปัก งานจักสาน งานเครื่องเงิน งานเครื่องปั้น และงานช่างฝีมือประเภทต่าง ๆ
การอนุรักษ์ผ้าไทยและผ้าไหมไทย
ผ้าไทยเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับความสนพระราชหฤทัย และได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง
การส่งเสริมผ้าทอพื้นเมืองช่วยให้ลวดลาย เทคนิคการทอ และภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น ได้รับการอนุรักษ์
ขณะเดียวกันการพัฒนาคุณภาพและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่าย และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
งานผ้าไทยจึงมีความสัมพันธ์ทั้งกับ วัฒนธรรม เศรษฐกิจชุมชน การออกแบบ และการสร้างอาชีพ
พระราชกรณียกิจด้านโขนและศิลปะการแสดงไทย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงให้ความสำคัญ กับการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงไทย โดยเฉพาะโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดง ที่ผสมผสานนาฏศิลป์ ดนตรี วรรณคดี งานช่าง และงานเครื่องแต่งกายเข้าด้วยกัน
ในปี พ.ศ. 2550 มีการฟื้นฟูการแสดงโขน จนเกิดเป็นการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งต่อมาได้รับการจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง
การฟื้นฟูโขนยังช่วยรักษาองค์ความรู้ของครูช่าง นักแสดง นักดนตรี ช่างทำหัวโขน ช่างเครื่องแต่งกาย และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
พระราชกรณียกิจด้านโขนจึงมีความสำคัญ ทั้งในด้านการรักษามรดกทางวัฒนธรรม และการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ศิลปะไทย
พระราชกรณียกิจด้านสภากาชาดไทย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2499
การดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จสวรรคตในปลายปี พ.ศ. 2498
พระราชกรณียกิจในฐานะสภานายิกาสภากาชาดไทย ครอบคลุมงานด้านมนุษยธรรม การแพทย์ การสาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ และการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน
พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย เป็นเวลายาวนานถึง 69 ปี
พระราชกรณียกิจด้านการบริการโลหิต
งานบริการโลหิตเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ ของสภากาชาดไทยที่ได้รับพระราชการสนับสนุน
พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็มที่ระลึก แก่ผู้บริจาคโลหิตในโอกาสต่าง ๆ เพื่อสร้างกำลังใจและส่งเสริมการบริจาคโลหิต
งานดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุข เนื่องจากโลหิตบริจาคเป็นทรัพยากรสำคัญ สำหรับการรักษาผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุ
พระราชกรณียกิจด้านมนุษยธรรม
พระราชกรณียกิจด้านมนุษยธรรม เป็นอีกด้านหนึ่งที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ยากไร้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ
พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการบรรเทาความทุกข์ และการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากภัยธรรมชาติและเหตุการณ์ทางสังคม
การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญด้านมนุษยธรรม คือการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยม ผู้อพยพชาวกัมพูชา
วันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2522 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวกัมพูชา ณ ศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด
สถานที่ดังกล่าวต่อมาได้รับการพัฒนา เป็นศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย
เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างสำคัญ ของพระราชกรณียกิจด้านมนุษยธรรม และการช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก
พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข
พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ป่วย การส่งเสริมบริการทางการแพทย์ และการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรม
งานด้านสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะการมีสุขภาพที่ดีช่วยให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชนบท
การพัฒนาชนบทเป็นอีกหนึ่งด้านสำคัญ ของพระราชกรณียกิจ
การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน และปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น
แนวทางการพัฒนาจึงมีความหลากหลาย ตั้งแต่การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนางานหัตถกรรม การสนับสนุนด้านสาธารณสุข ไปจนถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
แนวคิดสำคัญคือการส่งเสริมให้ประชาชน สามารถพึ่งพาตนเองได้ และใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม
พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ยังเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาประชาชน มีความเชื่อมโยงกับการรักษาทรัพยากร เพราะประชาชนในชนบทจำนวนมาก ดำรงชีวิตและประกอบอาชีพโดยพึ่งพาธรรมชาติ
การอนุรักษ์ธรรมชาติจึงเป็นทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม และเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน
พรรณไม้ในพระนาม “สิริกิติ์”
พระนามาภิไธย “สิริกิติ์” ได้รับการนำไปใช้เป็นชื่อพรรณไม้หลายชนิด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
ข้อมูลที่เผยแพร่โดยรัฐบาลไทยระบุว่า ปัจจุบันมีพรรณไม้ 4 ชนิด ที่ได้รับพระราชทานพระนามาภิไธย “สิริกิติ์”
- กุหลาบควีนสิริกิติ์
- แคทลียาควีนสิริกิติ์
- ดอนญ่าควีนสิริกิติ์
- บัวควีนสิริกิติ์
พรรณไม้เหล่านี้สะท้อนถึงพระเกียรติคุณ และความสนพระราชหฤทัยในด้านธรรมชาติ พฤกษศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พ.ศ. 2499
พุทธศักราช 2499 เป็นปีสำคัญในพระราชประวัติ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะเสด็จออกทรงพระผนวช ตามโบราณราชประเพณี
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2499 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงปฏิญาณพระองค์ในรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวชในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
การสถาปนาพระราชอิสริยยศ “พระบรมราชินีนาถ”
เมื่อทรงลาผนวชแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการ เฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระราชอิสริยยศดังกล่าวสะท้อนถึงพระราชภารกิจ ที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวช
การเฉลิมพระนามาภิไธย “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” พ.ศ. 2562
ในรัชกาลที่ 10 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะสมเด็จพระบรมราชชนนี
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 มีประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยว่า
“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
การเฉลิมพระนามาภิไธยดังกล่าว เป็นไปตามโบราณราชประเพณี และเป็นการเฉลิมพระเกียรติในฐานะพระบรมราชชนนี ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม
วันที่ 12 สิงหาคม ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันดังกล่าวได้รับการกำหนดให้เป็น วันแม่แห่งชาติของประเทศไทย และเป็นวันที่ประชาชนร่วมแสดงความรัก ความกตัญญู และระลึกถึงพระคุณของแม่
ในแต่ละปี หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา และประชาชนทั่วประเทศ จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันแม่แห่งชาติ รวมถึงกิจกรรมสาธารณประโยชน์ การทำบุญ และกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว
พระราชกรณียกิจด้านสตรีและครอบครัว
งานศิลปาชีพมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาส ให้ประชาชนในชนบท โดยเฉพาะสตรี สามารถใช้ทักษะด้านงานฝีมือ เป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว
การสนับสนุนงานหัตถกรรมจึงมีทั้งมิติทางเศรษฐกิจ และมิติทางสังคม เพราะช่วยให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงได้รับการถ่ายทอด พร้อมกับสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น
งานศิลปหัตถกรรมไทยแต่ละภูมิภาค มีลวดลาย เทคนิค และรูปแบบเฉพาะของตนเอง
การส่งเสริมศิลปาชีพทำให้ช่างฝีมือ มีโอกาสพัฒนาทักษะและสร้างผลิตภัณฑ์ ที่สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ขณะเดียวกันความรู้ดั้งเดิม เช่น การทอผ้า การย้อมสี การปัก การจักสาน และงานช่างแขนงต่าง ๆ ได้รับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่
พระราชกรณียกิจด้านศิลปวัฒนธรรมไทย
พระราชกรณียกิจด้านศิลปวัฒนธรรม ครอบคลุมทั้งการแต่งกาย ผ้าไทย งานหัตถกรรม ดนตรี นาฏศิลป์ และศิลปะการแสดง
การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมีส่วนช่วยให้ มรดกทางวัฒนธรรมของไทย สามารถดำรงอยู่ในสังคมร่วมสมัย โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม
พระเกียรติคุณในระดับนานาชาติ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ได้รับการยอมรับและถวายพระเกียรติ จากองค์กรและหน่วยงานทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ
พระเกียรติคุณดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และงานด้านมนุษยธรรม
รัฐบาลไทยได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พระเกียรติคุณและรางวัลต่าง ๆ ที่ถวายแด่พระองค์ตลอดพระชนมชีพ
มรดกจากพระราชกรณียกิจ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มีผลต่อสังคมไทยในหลายระดับ
ในด้านเศรษฐกิจชุมชน งานศิลปาชีพช่วยสร้างอาชีพและรายได้
ในด้านวัฒนธรรม ผ้าไทย เครื่องแต่งกายไทย และศิลปะการแสดง ได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่
ในด้านมนุษยธรรม งานสภากาชาดไทยและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีส่วนในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ในด้านสิ่งแวดล้อม พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ สะท้อนถึงความสำคัญของการรักษาทรัพยากร เพื่อคนรุ่นต่อไป
ช่วงปลายพระชนมชีพ
ในช่วงปลายพระชนมชีพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการถวายการรักษาพระอาการประชวร และประทับรักษาพระองค์ โดยมีคณะแพทย์ถวายการดูแล
พระราชกรณียกิจและพระราชประวัติของพระองค์ ในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชน และมีการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ประชาชน ได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
การเสด็จสวรรคต
ตามประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา
การเสด็จสวรรคตนับเป็นเหตุการณ์สำคัญ ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรีและประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย และนำมาซึ่งความโศกเศร้าและความอาลัย ของประชาชนชาวไทย
การน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ภายหลังการเสด็จสวรรคต หน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรต่าง ๆ และประชาชน ได้จัดกิจกรรมเพื่อถวายพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพ การส่งเสริมผ้าไทย การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม งานสภากาชาดไทย งานมนุษยธรรม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางประวัติศาสตร์ ที่คนรุ่นหลังสามารถศึกษาได้
ลำดับเหตุการณ์สำคัญในพระราชประวัติ
| พุทธศักราช | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|
| 2475 | พระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม |
| 2479 | เริ่มศึกษาที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด |
| 2483 | ย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ |
| 2489 | เสด็จไปพำนักในประเทศอังกฤษกับครอบครัว |
| 2491 | มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในช่วงประทับรักษาพระองค์ที่สวิตเซอร์แลนด์ |
| 2492 | ทรงหมั้นกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช |
| 2493 | พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส วันที่ 28 เมษายน และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม |
| 2494 | ประสูติพระราชธิดาพระองค์แรก ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ |
| 2499 | ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ |
| 2499 | ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ |
| 2503 | เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ และมีการพัฒนาชุดไทยพระราชนิยม |
| 2522 | เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวกัมพูชาที่เขาล้าน จังหวัดตราด |
| 2550 | การฟื้นฟูการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในยุคสมัยใหม่ |
| 2562 | ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง |
| 2568 | เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา |
สรุปพระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ในราชสกุลกิติยากร และต่อมาทรงเป็นพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 9
พระราชประวัติของพระองค์ครอบคลุมทั้งช่วงเวลา ของการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ไทย การศึกษาในต่างประเทศ การราชาภิเษกสมรส การทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะพระบรมราชินี และการปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
พระราชกรณียกิจที่สำคัญประกอบด้วย การส่งเสริมศิลปาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การอนุรักษ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรม การพัฒนาชุดไทยพระราชนิยม การอนุรักษ์โขนและศิลปวัฒนธรรมไทย การสนับสนุนงานสภากาชาดไทย การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ
พระราชกรณียกิจเหล่านี้ได้สร้างผลต่อเนื่อง ทั้งในด้านเศรษฐกิจชุมชน การอนุรักษ์ภูมิปัญญา การส่งเสริมวัฒนธรรมไทย และการช่วยเหลือประชาชน
หลังการเฉลิมพระนามาภิไธยใน พ.ศ. 2562 พระองค์ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระราชประวัติพระพันปีหลวง, ประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์, พระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์, พระราชกรณียกิจพระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระราชกรณียกิจพระพันปีหลวง, ศิลปาชีพ, มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ, ผ้าไทย, ผ้าไหมไทย, ชุดไทยพระราชนิยม, ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ, โขน, โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ, สภากาชาดไทย, สภานายิกาสภากาชาดไทย, วันแม่แห่งชาติ, 12 สิงหาคม, พระราชโอรสและพระราชธิดา, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, พระราชอิสริยยศ, พระราชวงศ์จักรี, พระราชประวัติรัชกาลที่ 9
