สัมภาษณ์ ธนกฤต ศรีวิลาศ จาก The Principia กับภารกิจสื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สังคมไทย
กดที่ภาพเพื่อรับชมวิดีโอสัมภาษณ์จาก YouTube
Siam Astronomy Interview พิเศษ พูดคุยกับ คุณเต้ ธนกฤต ศรีวิลาศ CEO & Co-founder ของ The Principia
ว่าด้วยจุดเริ่มต้นของเพจ แนวคิดเบื้องหลังชื่อ The Principia
และภารกิจการสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย โดยยังคงความถูกต้องทางวิชาการ
บทสัมภาษณ์นี้ชวนมองบทบาทของสื่อวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ความท้าทายของการทำคอนเทนต์ในยุคข้อมูลล้นโลก ช่องว่างด้านความเข้าใจวิทยาศาสตร์ของเยาวชนไทย รวมถึงความสำคัญของการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ การตั้งคำถาม และการใช้เหตุผลในการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ยังพูดถึงการเตรียมตัวของคนรุ่นใหม่ในยุค AI และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะที่เยาวชนไทยควรมี อนาคตของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ และข้อคิดสำหรับผู้ที่สนใจวิทยาศาสตร์แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
บทสนทนาและคำพูดทั้งหมดจากวิดีโอสัมภาษณ์
[00:01]
พิธีกร (อาร์ตี้):
กราบสวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านนะครับ แล้วก็คุณคุณเต้ด้วยนะครับ วันนี้ นะครับ เรามาอยู่กันในรายการสัมภาษณ์นะครับ พิเศษของการเรา วันนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณเต้นะครับ CEO The Principia ขอให้คุณเต้แนะนำตัวหน่อยครับ
[00:15]
คุณเต้:
สวัสดีครับ ผมเต้ครับ ธนกฤต ศรีวิลาส เอ่อ เป็น CEO แล้วก็ Co-founder จากสื่อวิทยาศาสตร์ชื่อ The Principia ครับ
[00:23]
พิธีกร:
ครับผม วันนี้เป็นเกียรติมากๆ เลยครับที่ได้ร่วมงานกันสัมภาษณ์นะครับผม ครับครับผม เดี๋ยวขออนุญาตเริ่มเลยนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะครับผม โอเคครับ โอเคครับ จุดเริ่มต้นของ The Principia เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรคือแรงบันดาลใจนะครับ ที่ทำให้คุณเต้นะครับ อยากทำเพจวิทยาศาสตร์ครับผม
[00:44]
คุณเต้:
โอเคครับ มันมี 2 คำถาม เนาะ ก็คือ The Principia เกิดจากอะไร แล้วก็แรงบันดาลใจที่ทำสื่อวิทย์ครับ มันเริ่มมาจากเมื่อปี 2021 ที่เป็นช่วงที่เป็นโควิดระบาดครับ รุ่นน้องผมอีกคนนึงครับ ที่เรียนมาด้วยกันที่ ม.เกษตร ชื่ออาร์ต เค้าก็ชวนไปเปิดห้องใน Clubhouse ด้วยกัน ตอนนั้นใช้ชื่อว่า Make a Wit คือทั้งผมแล้วก็อาร์ตเนี่ย เป็นนิสิตเก่าที่จบมาจาก เอ่อ คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตร ทั้งคู่ครับ ก็เลยเปิดในหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ประมาณนี้ครับ ครับ สุดท้ายเนี่ย พอมันอยู่ในคลับเฮ้าส์เฉยๆ ช่วงนั้นอ่ะ มันไม่สามารถส่งเสียงออกมาที่อื่นได้ ก็รู้สึกว่าเฮ้ย ถ้ามันอัดเสียงไม่ได้ แล้วก็ให้คนอื่นฟังด้วยไม่ได้เนี่ย มันน่าเสียดายนะ ความรู้ที่เราคุยกันตรงนั้นอ่ะ ก็เลยเปิดเพจ Facebook ขึ้นมาด้วยครับ แล้วพอมีเพจ Facebook จากนั้นก็เริ่มมีผู้ติดตาม พอมีผู้ติดตามก็เลยเริ่มเสียดาย แล้วถ้าเกิดว่าเราจะเลิกทำไป ก็เลยทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ครับ อันนี้คือจุดเริ่มต้นของ The Principia ส่วน เอ่อ เรื่องทำไมถึงชอบทำสื่อวิทยาศาสตร์เนี่ย คือเริ่มต้นก็เพราะว่าเรียนวิทยาศาสตร์มาอยู่แล้วเนาะ กับอีกด้านหนึ่งนี่คือสมัยเรียนอ่ะ ผมก็ชอบทำหนังสั้น ชอบทำพอดแคสต์เล่นกับเพื่อนอยู่แล้ว ตั้งแต่ยุคที่มันมีสื่อ YouTube มันมาสักพักแล้วเนาะ เออ พอพอเรามีสกิลอยู่ในด้านนี้อยู่แล้วเนี่ย แล้วก็มีแพสชันในด้านเนี้ย ก็คิดอยู่แล้วว่าตอนเรียนคณะวิทยาศาสตร์อ่ะ ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ยังไง เพราะว่าเรียนจบมามันก็น่าจะหางานที่ทำด้านเนี้ยยาก ยกเว้นว่าจะเปลี่ยนไปทำงานสายอื่นเลยครับ จนพอเราเจอช่องทางเนี่ย ว่าเอ้ย เราทำเพจที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ได้ มันก็กลายเป็นว่าเราสามารถทั้งสื่อสารแล้วก็ใช้วิทยาศาสตร์อ่ะผสมกันได้ ก็เลยทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ด้วยแพสชันนี้ครับ
[02:27]
พิธีกร:
ครับผม นะครับ ทำไมถึงเลือกชื่อ The Principia นะครับ และชื่อนี้สะท้อนแนวคิดของเพจอย่างไรครับผม
[02:31]
คุณเต้:
The Principia เนี่ย ถ้าเกิดว่าใครคุ้นๆ ศัพท์ภาษาอังกฤษที่มันคล้ายกัน ก็คือคำว่า Principle ซึ่งมันแปลว่าหลักการ ก็เพราะว่าเราอยากจะให้ทุกคนเนี่ย รู้จักเรื่องวิทยาศาสตร์ตั้งแต่คอนเซปต์ของมัน หลักการของมัน พื้นฐานของมัน แล้วก็ค่อยๆ ต่อยอดกันไป ถ้าเกิดว่าเราประกอบความรู้หลายๆ ด้านเนี่ย เราจะเรียนรู้เรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ได้ดียิ่งขึ้นครับ ซึ่งชื่อ The Principia มาจากชื่อหนังสือของ ไอแซก นิวตัน หนังสือที่ทำให้เรามีแคลคูลัสอยู่ทุกวันนี้อ่ะ มันมีชื่อเต็มว่า อ่า The Principia... ไม่ใช่นะ ขอของชื่อเต็มแล้วนะครับ ครับ เอ่อ เดี๋ยวขึ้นอินเสิร์ตได้ไหมครับ ได้ครับ ได้ โอ้โห เขินเลยครับ คือไม่ได้หาชื่อเต็มมานานแล้ว อ่า ครับผม อ่ะ ชื่อหนังสือนะครับ ชื่อเต็มก็คือ Philosophiae Naturalis Principia Mathematica Philosophiae ก็คือ อ่า มันมันแปลว่าปรัชญานะครับ หรือว่าแปลว่าความรู้ Naturalis ก็คือหมายถึงเรื่องของธรรมชาติ Principia คือหลักการ ก็คือ Principle แล้วก็ Mathematica หนังสือเล่มนี้ก็เลยเป็นเรื่องเล่าความรู้ทางธรรมชาติ โดยใช้คณิตศาสตร์อธิบาย อ่า มันก็เลยมีแคลคูลัสอยู่ในเล่มนี้ ซึ่งชื่อเนี่ย มันมีความหมายทั้งตัวหนังสือเอง ทั้งตัวความหมายของมันเอง ก็เลยมาเป็นชื่อเพจทุกวันนี้ครับ อื้ม
[03:57]
พิธีกร:
ครับผม นะครับ ในมุมมองคุณเนี่ย นะครับ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายนะครับ แต่ยังต้องถูกหลักวิชาการนะครับ ถูกทางวิชาการ ควรทำอย่างไรครับผม
[04:07]
คุณเต้:
ถ้าเกิดว่า เอ่อ เราสื่อสารเนี่ย ผมฟังจากเพื่อนหลายๆ คนมา คนที่อยู่ในวงการสื่อสารวิทย์เนี่ย เขาจะบอกว่าเวลาทำให้เนื้อหาคอนเซปต์ที่มันยากๆ เนี่ย ทำให้มันง่ายขึ้นอ่ะ มันจำเป็นจะต้องสูญเสียเนื้อหาบางส่วนไป มันก็เลยอาจจะอธิบายได้ไม่ครบทุกด้าน คนก็เลยอาจจะคิดว่าเราอธิบายผิด หรือว่าทำให้เข้าใจผิดได้ ซึ่งถ้าเกิดว่าจะบาลานซ์ ผมก็เลยคิดว่ามันจะต้องบาลานซ์เรื่อง เอ่อ ความยากง่ายนี่แหละ เพราะว่าเราอยากจะตัดทอนเนื้อหามากขนาดไหน ซึ่งส่วนตัวในเพจผมก็มีเรื่องการตัดทอนเนื้อหาเพื่ออธิบายให้มันเข้าใจง่ายมากขึ้นเหมือนกันครับผม แต่ว่าจะใช้วิธีการเปรียบเทียบช่วยให้เห็นภาพ เอ่อ อันนี้ อันนี้บางทีก็จะเข้าใจผิด บางทีก็จะเข้าใจง่ายขึ้น อะไรเงี้ยเนาะ ครับผม ก็ เอ่อ เรื่องการเปรียบเทียบเนี่ย ผมจะใช้เมื่ออยู่ในบริบทที่เราจะต้องอธิบายให้กับคนทั่วไปฟัง แต่ว่าคนที่เข้ามาในเพจ เพจเราอยู่แล้วเนี่ย ที่เป็นคนเนิร์ดอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ข่าวที่ลงทุกวันในหน้าเพจ Facebook ของ Principia ครับ เราจะไม่ได้เลือก ไม่ได้เลือกเรื่องที่มันง่ายขนาดนั้นมาตั้งแต่ต้น เราจะเลือกเรื่องที่มันยากมาเลย เพราะว่าจริงๆ แล้วเนี่ย คนที่เค้าเนิร์ดแล้วเค้ามาติดตามเราอยู่แล้วเนี่ย เค้าอาจจะคาดหวังความซับซ้อนจากเนื้อหาของเราอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าเราไปทำให้เนื้อหามันซับซ้อนน้อยลงอ่ะ บางทีมันอาจจะไม่ใช่ตัวตนที่เขาค้นหาอยู่ เพราะฉะนั้นอ่ะ เอาเวลาไปเล่าเรื่องให้คนข้างนอกฟังอ่ะ ผมก็จะทำให้มันง่าย แต่เวลาเล่าเรื่องให้คนในเพจตัวเองฟังเนี่ย ก็อาจจะคงความยากไว้ประมาณหนึ่งอยู่ อ่า พอเราบาลานซ์ตรงเนี้ย แล้วเรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเราเป็นใครเนี่ย ก็จะช่วยเรื่องนี้ได้ครับ
[05:47]
พิธีกร:
ครับผม นะครับ อะไรคือความท้าทายที่ยากที่สุดในการทำคอนเทนต์วิทยาศาสตร์ในยุคของบนโลกออนไลน์ที่มีจำนวนมากครับผม ในข้อมูลที่มีโลก ในข้อมูลนะครับ ที่ใน ในยุคโลกยุคออนไลน์เนี่ย ในข้อมูลที่มีจำนวนมากครับผม ทางวิทยาศาสตร์ท้าทายยังไงครับผม คำถามแบบนั้น อ่า คำถามแบบนี้ เพราะมันมีข้อมูลจำนวนมากด้วยนะครับ
[06:15]
คุณเต้:
นอกเหนือจากเรื่องวิทยาศาสตร์เลยนะ คือเรามี content creator หลากหลายสายมาก ในยุคที่มี TikTok โด่งดังขนาดนี้ มีด้านไลฟ์สไตล์ เรามีด้านอาหาร ออกกำลังกาย เทรนด์ความสนใจของคนเนี่ย มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เนาะ คือคนเราอาจจะสนใจสิ่งไม่ได้เป็นเทรนด์ก็ได้ แต่ว่าคนหมู่มากก็จะสนใจสิ่งที่เป็นเทรนด์ในช่วงนั้นๆ อยู่ แล้วก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โลกนี้มันมีคอนเทนต์หลากหลายครับ ได้ฮะ วิทยาศาสตร์เนี่ย สำหรับผมนะ สำหรับผมเลยนะครับ มันเป็น มันเป็นคอนเทนต์แนวที่เฉพาะทางมากๆ เราจะหาแฟนคลับของเราเนี่ยยากได้กว่าทางอื่นๆ ครับ เพราะฉะนั้นความท้าทายของการทำวิทยาศาสตร์เนี่ย หลักๆ แล้วของคนที่เป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพอ่ะนะครับ ก็คือเราจะไปหาคนฟังของเราเจอได้อย่างไร เราต้องพยายามหาหลายๆ ทาง อาจจะสื่อสารผ่านออนไลน์ด้วยวิธีเขียน ทำคลิปสั้น ทำคลิปแนวนอน ออกอีเวนต์ไปเจอผู้คนอะไรเงี้ยครับ คิดว่ามันน่าจะยากตรงนี้เป็นหลัก
[07:11]
พิธีกร:
อื้ม ครับผม นะครับ คุณเต้มองว่าคนไทยโดยเฉพาะเยาวชนไทยนะครับ ยังมีช่องว่างด้านความเข้าใจวิทยาศาสตร์เรื่องใดมากที่สุดครับผม ช่องว่างความเข้าใจวิทยาศาสตร์ครับผม
[07:23]
คุณเต้:
เพราะว่ามันต้องกลับไปที่ เอ่อ พื้นฐานเริ่มต้นเลยของวิทยาศาสตร์เนี่ย มันต้องเริ่มต้นจากวิธีคิด การตั้งคำถาม ประมาณนี้ ถ้าเกิดว่าเวลาเราดูสื่อออนไลน์มากมายเนี่ย เราจะไม่จำเป็นจะต้องมีสื่ออย่างอาจารย์เจษฎ์ หรืออย่าง The Principia ที่มาแก้ไขความเข้าใจผิด มันต้องอย่างงี้นะฮะ อะไรอย่างงี้ให้มัน ให้มันเยอะเลยนะครับ เพราะว่าถ้าเกิดว่า ถ้าเกิดว่าคนทั่วไปในสังคมอ่ะ สามารถตั้งคำถามเอ๊ะกับข่าวต่างๆ ได้ว่า เนื้อหามันมาประมาณนี้แล้วเฮ้ย มันจริงเปล่าวะ มัน มันฟังดูแบบว่ามีเรื่องเนี้ยที่มันสามารถบิดเบือนได้ อ้า ลองไปหาข้อมูลหน่อย อยากจะถาม AI ก็ได้ครับ หรือจะรีเสิร์ชใน Google เองก็ได้ หรือถามคนอื่นก็ได้ ซึ่งแค่เราคิดว่าอยากจะไปรีเสิร์ชเพิ่มอ่ะ อยากรู้ว่ามันจริงหรือเปล่าอ่ะ แค่นี้มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้ ในการ เอ่อ รู้เรื่องใหม่ๆ ของเราครับ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องหลักเลย คือไม่ว่าจะอยากเรียนฟิสิกส์ เคมี หรือชีวะเนี่ย ถ้าเกิดว่าเริ่มต้นตรงนี้ได้ดีเนี่ย เอ่อ อยากจะเรียนด้านไหนก็น่าจะง่ายขึ้นมากๆ ครับ
[08:34]
พิธีกร:
ครับผม นะครับ เอิ่ม วิทยาศาสตร์นะครับ สามารถช่วยนะครับ มีวิธีช่วยคิดนะครับ ตั้งการตั้งคำถามนะครับ และการตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้อย่างไรครับผม วิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยในการคิด และตั้งถามตัดสินใจ ตัดสินใจชีวิตประจำวันได้อย่างไรครับผม ในชีวิตประจำวันครับ
[08:52]
คุณเต้:
ชีวิตประจำวันคนเราก็ต้องเจอเรื่องที่ เอ่อ มีเรื่องให้น่าตัดสินใจหลายเรื่องนะ ไม่ว่าจะทางซ้ายหรือทางขวา จะเลือกเร็วหรือเลือกช้า วิทยาศาสตร์เนี่ย อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าถ้ามันอยู่ที่วิธีคิดจริงๆ เนี่ย เราคิดด้วยโลจิกเหตุผล หรือเราอาจจะใช้อารมณ์เป็น เป็นส่วนหนึ่งก็ได้ แต่ว่าเราเข้าใจว่าเราเลือกแบบนั้นอ่ะเพราะอะไร มันจะมีส่วนช่วยว่า เอ่อ การตัดสินใจเนี้ย เอ่อ มันเป็นไปอย่างที่เราคิดจริงไหม คือถ้าเกิดว่าเราคิดอย่างรอบด้านมากพอในการตัดสินใจเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นเราชอบตัวเลือกไหน consequence หรือผลที่ตามมาจากตัวเลือกที่เราเลือกเนี่ย มันจะเป็นแบบไหนได้บ้าง แล้วเราพอใจกับทางเลือกไหน อันแบบเนี้ย มันคือการคิดแบบเป็นระบบ คิดแบบเป็นกระบวนการ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราพร้อมที่จะเลือกแบบไหนมากกว่ากัน อ่า ส่วนนี้มันก็จะช่วยให้เราพอใจกับคำตอบที่เราเลือกตัดสินใจมากยิ่งขึ้นครับ
[09:51]
พิธีกร:
ครับผม นะครับ ในยุค AI และเทคโนโลยีที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนะครับ คนรุ่นใหม่นะครับ ควรเตรียมตัวด้าน ด้านความรู้และทักษะอย่างไรบ้างครับ ยุค AI ครับผม ต้องเตรียมตัวอย่างไรครับ ในการตั้งความรู้และก็ทักษะอย่างไรบ้างครับ
[10:06]
คุณเต้:
เรื่องความรู้กับทักษะโดยเฉพาะเลยเหรอครับ อ่า ถ้าเรื่องความรู้กับทักษะโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่คนเค้ามักจะบอกว่า AI เนี่ย มันจะมาแย่งงาน เนาะ ครับ อย่างอาร์ตี้เคยไปถามคนอื่นมา เค้าตอบว่ายังไงบ้างเรื่อง AI
[10:24]
พิธีกร:
เอิ่ม เค้าเค้าตอบว่า เอิ่ม ผมผมขออนุญาตยกตัวอย่างคุณพลที่เค้าตอบนะครับ คุณพลจาก Say Sci เค้าบอกว่า เอิ่ม เรื่อง AI เนี่ย มันมันมีคนที่แบบว่าเอาข้อมูลไปแล้วก็ แล้วก็แบบว่าไปใช้ให้ผิดๆ ถูกๆ อะไรเงี้ยครับ เค้าก็ต้องมาแก้เรื่องคำถามอะไรประมาณเนี้ยฮะ ครับผม
[10:45]
คุณเต้:
อื้ม แต่ว่าถ้าเกิดว่าอยากจะส่งผลเรื่องการเรียนรู้เนี่ย AI เนี่ย อย่างที่เรารู้ว่ามันมีข้อมูลเยอะมากครับ มันเก็บจากทุกคนเลย บางทีมันก็ถูก บางทีมันก็ผิด แต่ว่ามันสามารถทำงานอย่าง อย่างกว้างได้ มันอาจจะไม่ได้ลึกมาก แต่มันทำงานอย่างกว้างได้ เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าเรารู้ละว่ามันทำงานกว้างได้ มันมีข้อมูลเยอะกว่าเราแน่ๆ ครับ วิธีใช้มันก็คือใช้มันหาความรู้กว้างๆ แล้วเราไป เอ่อ ใช้งานเราไปใช้งานสิ่งอื่น เครื่องมืออื่นในการหาความรู้ลึกๆ แทนครับ อย่างเช่น ถ้าเกิดว่าเราอยากจะตั้งต้นไอเดียว่าผมอยากทำรายการ หรือว่าอยากทำคอนเทนต์เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทยมันดียังไงครับ ประมาณนี้ AI อาจจะช่วยเราได้ว่าข้อดี 1 2 3 4 ต่างประเทศมีเคสสตัดดี้ยังไงถึงดี อะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าหลังจากนั้นเนี่ย วิธีการเล่า เอ่อ ข้อมูลรายละเอียดของแต่ละเคสสตัดดี้ที่เขาเล่ามา หรือว่าจะเป็นการตัดสินใจ การวิเคราะห์ข้อมูลว่าเป็นผลดีจริงหรือเปล่าอะไรแบบเนี้ยครับ ครับผม ก็ควรจะเป็นเราทำเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าเรารู้ว่ามันเก่งอะไร แล้วเราใช้งานมันให้ถูกอย่างนะ มันก็จะช่วยเราได้ดีมากยิ่งขึ้นครับผม
[12:05]
พิธีกร:
ครับ ถ้าถ้าอยากให้ เดี๋ยวๆ นะครับ อันนี้คำถามที่ 9 เดี๋ยวผมย้อนเป็นคำถามที่ 8 ก่อนนะครับ การทำ ครับผม การทำสื่อสารวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยควรพัฒนาไปทางทิศทางใดครับผม และเพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้นครับ คนทั่วไป ทิศทางในการพัฒนาสื่อสารวิทยาศาสตร์ครับผม เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงมากขึ้นครับ
[12:27]
คุณเต้:
ทิศทางของมันเนี่ย ผมว่าตอนนี้เราทำได้ดี 'เรา' นี่ไม่ได้หมายถึงแค่ The Principia นะครับ ครับ ตอนนี้วงการสื่อสารวิทยาศาสตร์เนี่ย มีทั้งหน่วยงานรัฐ ครับ อพวช. ทั้ง Narit อย่างเงี้ยนะครับ หรืออีกหลายหน่วยงานเลย เค้าทำดีมาก แล้วก็เอกชนอย่างพวกเรา ก็จะมีรูปแบบที่หลากหลายกันไป อย่างคนเซนไซที่เมื่อกี้อาร์ตี้พูดถึงครับ อ่า อาร์ตี้น่าจะได้คุยกับเขาแล้วว่าเค้าเก่งด้านคลิปสั้นมากๆ ครับผม อย่างอย่างผมเนี่ย ก็จะทำ เอ่อ บทความลงทุกวันเป็นหลัก แล้วก็อย่างคนช่างสงสัยที่อาร์ตี้ก็น่าจะได้คุยแล้วเหมือนกัน
[12:58]
พิธีกร:
ได้คุยแล้วครับ
[13:02]
คุณเต้:
อ่า คนช่างสงสัยนี่เขา ก็จะเก่งเรื่องคลิปยาว เค้าชอบเล่าเรื่องยาวๆ มากๆ ถ้าแต่ละคนมีวิธีการของตัวเอง ก็จะเข้าถึง เอ่อ กลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายมากขึ้นครับ ผมคิดว่าคนทั่วไปเนี่ย เราเราพยายามแบบกระจายไปหากลุ่มคนทั่วไปที่อยากเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หรือว่าชอบฟังเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่รู้ว่าจะไปฟังจากไหนอ่ะ ได้มากขึ้นแล้ว แต่ว่ายังเหลืออีกหลายส่วนที่มันมาจากอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียที่อย่างเงี้ย ช่วงนี้ถ้าเกิดว่าอาร์ตี้ได้เข้าไปดูใน YouTube เนี่ย จะเห็นว่าคลิปเนี่ยมัน ถ้าเกิดเราไปดูคลิปไหนสักคลิปนึงเนี่ย หลังจากนั้นอ่ะ มันจะมีคลิปแนวเนั้นอ่ะ มาแนะนำให้เราดูเยอะขึ้นมากๆ อย่างช่วงเนี้ย ผมเข้าไปดูคลิปแมวใน YouTube มา แบบมีแมวสั้นๆ 10 วินาที อย่างเงี้ย เฮ้ย หลังจากนั้นมีแมวมาให้ดูทุกวันเลย เป็นคลิปแบบ 18 ปีที่แล้ว 16 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องระยะเวลาเนี่ย ใช่ เอ้อ นี่เห็นไหม อาร์ตี้ยังได้ดูเหมือนกันครับ
[13:56]
พิธีกร:
ได้ดูเหมือนกันฮะ ครับผม ขออนุญาตนอกนอกเรื่องนิดนึงนะครับ พี่พี่พี่ดูบอลไหมครับ พี่เต้ดูบอลไหม
[14:10]
คุณเต้:
ไม่ค่อยได้เชียร์อ่ะ แต่ว่าดูผลบอลบ้าง
[14:17]
พิธีกร:
อ๋อ ตอนตอนแรกจะถามว่าพี่เต้เชียร์ทีมอะไรฟุตบอลโลกครับผม มาดูปีก่อนมา ไม่ใช่ปีก่อน 4 ปี ก่อนใช่ไหมครับ 2022 รอบสุดท้ายอ่ะ
[14:22]
คุณเต้:
รอบสุดท้ายที่อาร์เจนติน่าแข่งกับฝรั่งเศสอ่ะครับ เอ่อ เอ็มบัปเป้ กับ เมสซี่ เนี่ย คือผมไม่ได้รู้จักอย่างลึกอย่างละเอียดมาก่อน แต่ว่าโอ้โห 2 คนนั้นเค้าแบบว่าสูสีกันมากๆ เลย ในในรอบสุดท้ายเนี่ย ปีนี้ผมเลยรู้สึกว่าเมสซี่เค้าชนะปีที่แล้วไปแล้วอ่ะ ปีนี้ผมอยากเชียร์เอ็มบัปเป้ แต่ไม่รู้ว่าฝรั่งเศสเป็นไงบ้าง ตอนนี้...
[14:43]
พิธีกร:
ผมเชียร์โปรตุเกสครับผม ผมเชียร์โปรตุเกส
[14:48]
คุณเต้:
อ๋อ โรนัลโด้ ใช่ไหม
[14:51]
พิธีกร:
โรนัลโด้ครับผม อ่า และเพื่อนๆ ครับผม โอเค นะครับ เราครับ เป็นคำถามต่อไปเลยนะครับผม ครับ
[14:54]
คุณเต้:
เมื่อกี้ผมตอบหมดยังนะ เออ อ๋อ ผมตอบเรื่องอัลกอริทึมครับผม คือผมบอกว่าไอ้ไอที่เรื่องเวลามันไม่เกี่ยวอ่ะ คือผมอยากจะสื่อสารว่าถ้าเกิดว่าเราทุกคน ทั้งนักสื่อสารวิทย์เอกชน แล้วก็คณาจารย์สื่อสารวิทย์หน่วยงานภาครัฐ ทั้งมือใหม่และมือโปร หรือมือสมัครเล่นอะไรอย่างเงี้ย ผมคิดว่าถ้าทุกคนใส่ข้อมูลลงไปในอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ เนี่ย จนมันมีปริมาณมากพออ่ะ ถ้าเกิดว่าเวลามันผ่านไปสักเท่าไหร่ แต่เทรนด์มันกลับมา หรือว่าคนเค้าเริ่มสนใจขึ้นมานะ เค้าจะมี resource มากพอที่เขาจะค้นหาสิ่งเหล่านี้เพิ่มเติมได้ แต่ผมว่าวิธีการที่เราทำกันตอนนี้ก็คือเราสั่งสม resource นี่แหละ ทรัพยากรพวกเนี้ยให้ได้เยอะๆ อยู่ในอินเทอร์เน็ต หลังจากเนี้ย ผมเชื่อว่าอัลกอริทึมมันจะทำงานของมันด้วยตัวเอง แล้วก็การทำงานของเราเนี่ย การสร้างผลงานไปเรื่อยๆ เนี่ย มันก็จะค่อยๆ ส่งผลออกมาเองเหมือนกันในอนาคตครับ ได้ครับผม
[15:52]
พิธีกร:
ถ้าอยากให้เด็กไทยนะครับ รักวิทยาศาสตร์มากขึ้นนะครับ เราควรเริ่มจากไหนนะครับ จากโรง... ระหว่างโรงเรียน หรือครอบครัว หรือสังคมโดยรวมครับ นักวิทยาศาสตร์มากขึ้นอ่ะครับผม
[16:06]
คุณเต้:
คิดว่าหลายๆ คน อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัว ไม่มีหลักฐานยืนยันครับผม ว่าเด็กๆ เนี่ย รักวิทยาศาสตร์กันอยู่แล้ว เพราะว่าตอนเด็กๆ ถ้าเกิดว่าเราได้ความรู้ใหม่ๆ อ่ะ จากเด็กที่ไม่เคยรู้อะไรเลยเนี่ย เค้าจะรู้สึกตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ๆ เสมอ ซึ่งวิทยาศาสตร์อ่ะให้สิ่งนั้นกับเด็กๆ ได้ จนวันที่เค้าได้รู้สิ่งที่เค้าไม่ได้อยากจะรู้ หรือว่าเค้าโดนบังคับให้รู้สิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะรู้่ะ ในในการศึกษา หรือครอบครัว หรือปัจจัยต่างๆ ที่อาร์ตี้บอกมาเนี่ยนะ เอ ผมคิดว่าปัจจัยอะไรต่างๆ ก็ตามเนี่ย ถ้าเกิดว่ามันไม่ได้บังคับเค้าเกินไป หรือว่าปรับตัวให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของแต่ละคนเนี่ยครับ ผมคิดว่าทุกปัจจัยจะมีส่วนช่วยให้เด็กรักวิทยาศาสตร์มากขึ้นทั้งหมดเลย ถ้าการศึกษาเนี่ย สอนสอนดี หรือว่ามีวิธีสอนที่เข้าใจ เด็กก็อาจจะทำให้เขารักวิทยาศาสตร์มากขึ้น การเลี้ยงดูของพ่อแม่ ถ้าเลือกหนังสือที่ดี เลือกสื่อการเล่น สื่อการสอนที่ดี ก็อาจจะช่วยเด็กเหมือนกัน แล้วก็สิ่งที่เขาได้เจอเองตามอินเทอร์เน็ตอ่ะ ที่เขาเล่นกันอยู่ทุกวันอ่ะ ถ้าเกิดว่าเค้าเลือกเองที่จะเป็นสิ่งดีๆ หรือว่าอย่างเราเนี่ย สร้างคอนเทนต์ดีๆ ไว้เยอะๆ เนี่ย มันก็มีโอกาสที่เขาจะได้เจอ เอ่อ เรื่องราววิทยาศาสตร์มากขึ้นครับผม
[17:33]
พิธีกร:
คำถามสุดท้ายนะครับ สุดท้ายนี้คุณเต้อยากฝากข้อความอะไรถึงเยาวชนที่กำลังสนใจวิทยาศาสตร์ และอาจไม่มั่นใจในการเริ่มต้นจากตรงไหนฮะ สำหรับเยาวชนที่สนใจวิทยาศาสตร์แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนครับผม
[17:45]
คุณเต้:
ว่าวิทยาศาสตร์เนี่ย ใครชอบก็ได้ คือคำว่าเริ่มต้นเนี่ย อาจจะไม่ได้หมายถึงจะต้องไปเรียนวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น จะได้แบบสนุกวิทยาศาสตร์อะไรงี้นะครับผม ว่าจะเรียนศิลปะก็ได้ จะเรียนวิศวะก็ได้ ผมคิดว่าอย่ามองวิทยาศาสตร์ว่ามันเป็นเรื่องยาก อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องของการเรียนรู้ แต่ว่าลองมองว่ามันเป็นความน่าสนใจอย่างหนึ่งของโลกใบนี้ ของจักรวาลนี้ ของธรรมชาติ อย่างเช่น ถ้าเกิดว่าทำงานศิลปะ เขียนหนังสือ หรือวาดภาพ แล้วเรารู้เรื่องวิทยาศาสตร์เสริมเข้าไปสักหน่อย เราให้สตอรี่กับงานศิลปะเหล่านั้นได้ดีมากยิ่งขึ้น ถ้าเกิดว่าเราไปทำงานด้านวิศวกรรม แต่เรารู้ เอ่อ กับพื้นฐานฟิสิกส์ที่อยู่เบื้องหลัง เราก็อาจจะทำงานเหล่านั้นอย่างมีความหมายได้มากขึ้น ผมก็คิดว่าเอิ่ม ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง อยากให้ทุกคนเนี่ยเริ่มต้น เอ่อ มองวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดว่า อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ต้องเรียน เป็นเรื่องที่โดนบังคับ แต่ลองมองว่าวิทยาศาสตร์เนี่ย มันคือความรู้ใหม่ที่น่าสนใจ เราจะสนใจวันนี้ก็ได้ วันนี้จะยังไม่สนใจก็ได้ แต่ว่าลองเปิดใจให้มันดูสักวันอ่ะ มันอาจจะเจอเรื่องที่คุณสนใจจริงๆ ก็ได้ครับ ครับผม
[19:05]
พิธีกร:
โอเค นะครับ ขอบคุณมากๆ นะครับ คุณเต้นะครับ ที่มาเป็นเกียรติให้กับรายการ Siam Astronomy ของเรานะฮะ ครับผม โอเคครับ สุดท้ายนี้อยากให้คุณเต้ฝากช่องทางการติดตามนะครับ หน่อยนะครับผม ได้ครับ
[19:14]
คุณเต้:
ช่องทางการติดตามของ The Principia นะครับ เราทำทั้งออนไลน์แล้วก็ออนไซต์ ถ้าช่องทางออนไลน์เนี่ย เราจะอยู่ใน Facebook เป็นหลัก เรื่องบทความครับ แต่ว่า YouTube, TikTok, Instagram เราก็มีเหมือนกันครับ แล้วก็เว็บไซต์ ถ้าจะเข้าไปอ่านบทความแบบยาวๆ เลย เข้าไปที่ theprincipia.co ครับ ครับ แล้วก็ช่องทางออนไซต์ ถ้าเกิดว่าใครที่ชอบไปเล่นกิจกรรมด้วยมือตัวเองเลยนะครับ หรือว่าอยากไปสัมผัสนิทรรศการ อยากไปเจอกับ influencer สื่อวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ นะครับ ตอนนี้ The Principia ร่วมกับภาคีนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ครับ พวกเรากำลังจะจัดงานชื่อว่า Science in Bangkok ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ก็พบเจอกันได้ช่วงสิงหาคมของทุกปีครับ โอเคครับผม
[19:56]
พิธีกร:
ขอบคุณมากๆ นะครับคุณพี่นะครับ ได้ครับ ได้ครับผม ครับ สำหรับวันนี้นะครับ ผู้ผู้ชมที่ติดตาม Siam Astronomy ผม อติพัฒน์ ก็ต้องขอตัวลาไปก่อนพร้อมกับคุณเต้นะครับ อย่าลืมไปติดตามคุณเต้ และอย่าลืมมาติดตามช่อง Siam Astronomy กันด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ผมกับคุณเต้ขอตัวลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ
[20:13]
คุณเต้:
สวัสดีครับ ครับผม
ติดตาม Siam Astronomy
Website: https://www.siamastronomy.com
YouTube: Siam Astronomy
Facebook: Siam Astronomy
ติดตาม The Principia
Website: https://theprincipia.co
YouTube: The Principia
Facebook: The Principia
```
Website: https://www.siamastronomy.com
YouTube: Siam Astronomy
Facebook: Siam Astronomy
ติดตาม The Principia
Website: https://theprincipia.co
YouTube: The Principia
Facebook: The Principia