ลูกเรือ ISS พิมพ์กระดูกอ่อน 3 มิติและเก็บเกี่ยวอัลฟัลฟา เตรียมแพทย์–อาหารอวกาศอนาคต
Image credit: ESA/Sophie Adenot
พิมพ์เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนในสภาวะไร้น้ำหนัก
Jessica Meir วิศวกรการบินของ NASA เปิดใช้งาน Life Science Glovebox ภายในโมดูล Kibo และตั้งค่าเครื่องพิมพ์ชีวภาพ หรือ bioprinter เพื่อผลิตเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่ยังมีชีวิตบนสถานีอวกาศ
Chris Williams นักบินอวกาศ NASA ช่วย Meir เก็บตัวอย่างกระดูกอ่อนแช่แข็งเพื่อนำมาละลาย จากนั้นผสมเซลล์มีชีวิตกับ bioink ลักษณะคล้ายเจล ก่อนใส่ลงในตลับพิมพ์สำหรับการสร้างเนื้อเยื่อ
งานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพนี้มีเป้าหมายทดสอบการผลิตกระดูกอ่อนในสภาวะไร้น้ำหนัก เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของการพิมพ์วัสดุปลูกถ่ายตามความต้องการ โดยอาจใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองในการรักษาโรคหรือภาวะสุขภาพหลายรูปแบบในอนาคต
เก็บเกี่ยวอัลฟัลฟาในระบบ Veggie
ก่อนหน้านั้น Chris Williams เริ่มกะทำงานร่วมกับ Jack Hathaway นักบินอวกาศ NASA ด้วยการเก็บเกี่ยวต้นอัลฟัลฟาภายในระบบ Veggie ของโมดูล Columbus
ลูกเรือเก็บทั้งต้นและรากของพืชเพื่อถ่ายภาพ จากนั้นนำตัวอย่างพืชใส่ในฟอยล์และจัดเก็บในตู้แช่แข็งวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักวิจัยบนโลกนำไปวิเคราะห์ต่อสำหรับการศึกษา Veg-06
ข้อมูลจากงานวิจัยนี้อาจช่วยพัฒนาวิธีปลูกพืชขั้นสูงสำหรับภารกิจอวกาศในอนาคต โดยเฉพาะภารกิจที่ต้องการอาหารสดและความสามารถในการพึ่งพาตนเองเป็นเวลานาน
ทำไมพืชจึงสำคัญต่อภารกิจอวกาศระยะยาว
การปลูกพืชในอวกาศไม่ใช่เพียงเรื่องอาหาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต ความหลากหลายทางโภชนาการ และระบบสนับสนุนชีวิตระยะยาว
หากมนุษย์ต้องเดินทางไปดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือใช้ชีวิตในฐานอวกาศเป็นเวลานาน การพึ่งพาอาหารที่ส่งจากโลกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
งานวิจัยอย่าง Veg-06 จึงมีบทบาทในการทดสอบว่าพืชชนิดต่าง ๆ เติบโตในสภาวะไร้น้ำหนักได้อย่างไร และควรออกแบบระบบปลูกพืชอย่างไรให้เหมาะกับภารกิจอนาคต
อัลตราซาวด์หลอดเลือดเพื่อติดตามสุขภาพลูกเรือ
หลังเสร็จงานเก็บเกี่ยวพืช Jack Hathaway ใช้อุปกรณ์ Ultrasound 3 สแกนหลอดเลือดบริเวณคอ ไหล่ และขาของ Chris Williams ขณะที่แพทย์บนโลกติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์
ฝั่ง Roscosmos Sergey Kud-Sverchkov และ Sergei Mikaev ก็ผลัดกันสแกนหลอดเลือดด้วยอุปกรณ์ Ultrasound 3 เช่นกัน
ภาพอัลตราซาวด์เหล่านี้ช่วยให้นักวิจัยศึกษาผลกระทบของการใช้ชีวิตในอวกาศต่อระบบไหลเวียนเลือด และช่วยพัฒนาวิธีป้องกันลิ่มเลือดที่อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมในอวกาศ
เก็บตัวอย่างวัสดุจากภายนอกสถานีอวกาศ
Sophie Adenot จากองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA และ Jessica Meir ร่วมกันนำภาชนะบรรจุตัวอย่างกลับจาก airlock ของโมดูล Kibo
ตัวอย่างเหล่านี้เคยถูกนำไปติดตั้งไว้ภายนอกสถานีอวกาศเพื่อทดสอบการสัมผัสสภาพแวดล้อมอวกาศโดยตรง
วัสดุที่นำกลับเข้ามามีทั้งแผ่นป้องกันรังสี ผ้าสำหรับชุดลูกเรือ เส้นใยนำแสง และวัสดุอื่น ๆ ข้อมูลจากการศึกษาจะช่วยให้วิศวกรพัฒนาเทคโนโลยีที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมรุนแรง ทั้งบนโลกและในอวกาศ
งานบำรุงรักษาฝั่งรัสเซียและการจัดการข้อมูล
Sergey Kud-Sverchkov และ Sergei Mikaev ใช้เวลาส่วนใหญ่ของกะทำงานตรวจสอบและดูแลลู่วิ่งในโมดูลบริการ Zvezda
สถานีอวกาศยังมีลู่วิ่งอีกชุดชื่อ COLBERT อยู่ในโมดูล Tranquility ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการออกกำลังกายของลูกเรือระหว่างภารกิจระยะยาว
Andrey Fedyaev ใช้ช่วงแรกของกะทำงานค้นหาและระบุชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์วิดีโอในโมดูล Zarya เพื่ออัปเดตระบบจัดการคลังอุปกรณ์ของสถานี ก่อนปิดท้ายวันด้วยการศึกษาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของลูกเรือและการสื่อสาร
ข้อมูลสำคัญของงานวิจัยวันนี้
| หัวข้อ | ข้อมูล |
|---|---|
| สถานี | สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) |
| ลูกเรือ | Expedition 74 |
| วันที่เผยแพร่ | 8 มิถุนายน 2026 |
| หัวข้อหลัก | พิมพ์กระดูกอ่อน 3 มิติ, เก็บเกี่ยวอัลฟัลฟา, สแกนหลอดเลือด, ทดสอบวัสดุภายนอกสถานี |
| โมดูลสำคัญ | Kibo, Columbus, Zvezda, Tranquility, Zarya |
| อุปกรณ์สำคัญ | Life Science Glovebox, Bioprinter, Veggie, Ultrasound 3, COLBERT |
| เป้าหมายระยะยาว | พัฒนาเวชศาสตร์อวกาศ การปลูกพืชในอวกาศ วัสดุทนสภาพแวดล้อมรุนแรง และความสามารถพึ่งพาตนเองของลูกเรือ |
สรุป
อัปเดตล่าสุดจาก NASA แสดงให้เห็นว่าสถานีอวกาศนานาชาติยังคงเป็นห้องปฏิบัติการสำคัญสำหรับการแพทย์ ชีววิทยา เกษตรอวกาศ และวิศวกรรมวัสดุ
การพิมพ์เนื้อเยื่อกระดูกอ่อน 3 มิติอาจนำไปสู่การปลูกถ่ายทางการแพทย์ในอนาคต การปลูกอัลฟัลฟาและศึกษาพืชในระบบ Veggie อาจช่วยให้ลูกเรือมีอาหารสดในภารกิจระยะยาว ส่วนการสแกนหลอดเลือดและทดสอบวัสดุภายนอกสถานีจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความพร้อมของภารกิจอวกาศยุคต่อไป
สิ่งที่เกิดขึ้นบน ISS วันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงงานวิทยาศาสตร์ในวงโคจร แต่เป็นการเตรียมพื้นฐานสำหรับมนุษย์ที่จะใช้ชีวิตและทำงานไกลจากโลกมากขึ้นในอนาคต