Siam Astronomy

Chandra พบหลักฐานซากซูเปอร์โนวาที่เป็นไปได้ ใกล้ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

Chandra พบหลักฐานซากซูเปอร์โนวาที่เป็นไปได้ ใกล้ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก | Siam Astronomy

Chandra พบหลักฐานซากซูเปอร์โนวาที่เป็นไปได้ ใกล้ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

แปลและเรียบเรียงโดย Siam Astronomy | อ้างอิง NASA / Chandra X-ray Observatory | 11 มิถุนายน 2026

Image credit: X-ray: NASA/CXC/UCLA/Z. Zhu et al.; ESA/XMM-Newton; Optical: PanSTARRS; Radio: MeerKAT; Infrared (JWST): NASA/ESA/CSA/STScI; Image Processing: NASA/CXC/SAO/L. Frattare and P. Edmonds

NASA เผยว่านักดาราศาสตร์อาจค้นพบซากซูเปอร์โนวาใหม่ใกล้ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์ Chandra ของ NASA และ XMM-Newton ของ ESA หากยืนยันได้ วัตถุนี้จะเป็นหนึ่งในซากซูเปอร์โนวาที่อยู่ใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวดบริเวณใจกลางกาแล็กซีมากที่สุดเท่าที่เคยพบ

พบเบาะแสซากดาวระเบิดใกล้ใจกลางทางช้างเผือก

ข้อมูลจาก NASA ระบุว่านักดาราศาสตร์อาจพบซากซูเปอร์โนวาในย่านที่น่าสนใจอย่างมากบริเวณใจกลางกาแล็กซีของเรา โดยหลักฐานสำคัญมาจากข้อมูลรังสีเอกซ์ของ Chandra และ XMM-Newton

ซากซูเปอร์โนวาคือเศษซากที่ขยายตัวออกจากการระเบิดของดาวฤกษ์มวลมาก เมื่อดาวสิ้นอายุขัยและระเบิดออก มันจะปล่อยพลังงานมหาศาลและกระจายธาตุสำคัญ เช่น เหล็ก ออกซิเจน และซิลิคอน สู่อวกาศ

ธาตุเหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการก่อตัวของดาวเคราะห์ และในระยะยาวยังเกี่ยวข้องกับวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการเกิดชีวิตอย่างที่เรารู้จัก

ตำแหน่งอยู่ในบริเวณ Sagittarius C

วัตถุที่ต้องสงสัยว่าเป็นซากซูเปอร์โนวานี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 26,000 ปีแสง ในบริเวณใกล้ศูนย์กลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

ตำแหน่งดังกล่าวอยู่ในฟองก๊าซของเขต H II region ซึ่งเป็นบริเวณที่ไฮโดรเจนถูกดึงอิเล็กตรอนออก และล้อมรอบดาวฤกษ์อายุน้อยมวลมาก

ฟองก๊าซนี้เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุสว่างที่เรียกว่า Sagittarius C ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมซับซ้อน เต็มไปด้วยดาวมวลมาก เส้นใยสนามแม่เหล็กยาว และเมฆก๊าซหนาแน่นที่โคจรรอบใจกลางกาแล็กซี

บริเวณใจกลางทางช้างเผือกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดของกาแล็กซี เพราะมีทั้งหลุมดำมวลยิ่งยวด ดาวมวลมาก เมฆก๊าซหนาแน่น และสนามแม่เหล็กที่มีโครงสร้างยาวผิดปกติ

ภาพประกอบรวมข้อมูลหลายช่วงคลื่น

ภาพใหม่ของ NASA เป็นภาพ composite ที่รวมข้อมูลจากหลายกล้องโทรทรรศน์เข้าด้วยกัน เพื่อมองบริเวณนี้ในหลายช่วงคลื่น

ข้อมูลรังสีเอกซ์จาก Chandra และ XMM-Newton แสดงเป็นสีน้ำเงิน ส่วนข้อมูลคลื่นวิทยุจากกล้อง MeerKAT ในแอฟริกาใต้แสดงเป็นสีแดง และนำไปรวมกับภาพแสงที่ตามองเห็นจากกล้อง Pan-STARRS ในฮาวาย

ในภาพ ระนาบของกาแล็กซีพาดจากซ้ายไปขวา ส่วนหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางทางช้างเผือกอยู่ถัดออกไปทางซ้ายของภาพ

ก้อนรังสีเอกซ์อาจเป็นซากซูเปอร์โนวา

หลักฐานสำคัญคือข้อมูลรังสีเอกซ์ที่เผยให้เห็น “ก้อน” การแผ่รังสีเอกซ์ ซึ่งอาจมาจากซากของดาวฤกษ์มวลมากที่ทำลายตัวเองในการระเบิดซูเปอร์โนวา

NASA ระบุว่าก้อนรังสีเอกซ์นี้อาจถูกฝังอยู่ภายในเมฆก๊าซขยายตัวขนาดใหญ่กว่า ทำให้การระบุธรรมชาติของมันต้องอาศัยข้อมูลหลายช่วงคลื่นร่วมกัน

ก่อนหน้านี้ ภารกิจ SOFIA ของ NASA ซึ่งปลดประจำการแล้ว เคยพบหลักฐานของเปลือกก๊าซที่กำลังขยายตัวล้อมรอบ Sagittarius C ซึ่งเป็นเบาะแสว่าน่าจะเคยเกิดการระเบิดของดาวในบริเวณเดียวกัน

อายุอย่างน้อย 1,700 ปี และกำลังขยายตัวเร็วมาก

หากวัตถุนี้เป็นซากซูเปอร์โนวาจริง NASA ระบุว่ามันกำลังขยายตัวด้วยความเร็วประมาณ 2 ล้านไมล์ต่อชั่วโมง

การประเมินยังชี้ว่าเศษซากนี้มีอายุอย่างน้อยประมาณ 1,700 ปี ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากสำหรับซากซูเปอร์โนวาที่อยู่ในบริเวณใกล้ใจกลางกาแล็กซี

อย่างไรก็ตาม NASA ใช้คำว่า “possible” หรือ “candidate” เพราะยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าแหล่งรังสีเอกซ์นี้เป็นซากซูเปอร์โนวาอย่างแท้จริง

สถานะของวัตถุนี้ยังเป็น “ซากซูเปอร์โนวาที่เป็นไปได้” ไม่ใช่การยืนยันขั้นสุดท้าย นักดาราศาสตร์ยังต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแยกออกจากคำอธิบายอื่น

ทำไมยังต้องระวังในการสรุป

ทีมวิจัยค้นหาสัญญาณของธาตุสำคัญที่ควรเพิ่มขึ้นในซากซูเปอร์โนวา เพราะการระเบิดของดาวควรพ่นธาตุเหล่านี้ออกสู่อวกาศ

แต่ข้อมูลรังสีเอกซ์ยังไม่พบการเพิ่มขึ้นของธาตุสำคัญอย่างชัดเจน ซึ่งอาจหมายความว่าเศษซากจากดาวระเบิดผสมเข้ากับก๊าซโดยรอบไปแล้ว

อีกคำอธิบายหนึ่งคือก๊าซร้อนอาจมาจากกลุ่มดาวมวลมากในบริเวณนั้น แต่ผู้เขียนงานวิจัยมองว่าคำอธิบายนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้มากนัก เพราะการแผ่รังสีเอกซ์จากก้อนดังกล่าวสว่างกว่ากระจุกดาวมวลมากที่รู้จักมากกว่า 10 เท่า

JWST ช่วยเสริมภาพของบริเวณนี้

NASA ยังเผยภาพเพิ่มเติมที่นำข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb หรือ JWST มารวมกับข้อมูลรังสีเอกซ์และคลื่นวิทยุ

ในภาพระยะใกล้ แสงอินฟราเรดจาก JWST ช่วยแสดงก๊าซในเขต H II region ส่วนรังสีเอกซ์ช่วยแยกบริเวณที่อาจเป็นซากซูเปอร์โนวาออกจากก๊าซร้อนที่เกี่ยวข้องกับดาวมวลมาก

การใช้ข้อมูลจาก Chandra, XMM-Newton, MeerKAT, Pan-STARRS และ JWST ร่วมกัน ทำให้นักดาราศาสตร์เห็นภาพของบริเวณ Sagittarius C ได้ละเอียดกว่าการใช้กล้องโทรทรรศน์เพียงชนิดเดียว

ซูเปอร์โนวาสร้างธาตุสำคัญของจักรวาล

ดาวฤกษ์ทำหน้าที่เหมือนโรงงานนิวเคลียร์ฟิวชัน โดยสร้างธาตุหนักขึ้นจากไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งเป็นธาตุที่มีอยู่มากตั้งแต่เริ่มต้นจักรวาล

เมื่อดาวฤกษ์มวลมากระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา ธาตุที่ถูกสร้างขึ้นภายในดาวจะถูกพ่นออกสู่อวกาศ และกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับดาวรุ่นถัดไป ดาวเคราะห์ และระบบสุริยะในอนาคต

ดังนั้น การศึกษาซากซูเปอร์โนวาไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาจุดจบของดาว แต่ยังเป็นการศึกษาต้นกำเนิดของวัตถุดิบที่ก่อให้เกิดโลกและชีวิต

ข้อมูลสำคัญของการค้นพบ

หัวข้อ ข้อมูล
บทความ NASA’s Chandra Discovers Possible Supernova Remnant in Galactic Center
เผยแพร่ 11 มิถุนายน 2026
ผู้เขียน Lee Mohon
วัตถุที่พบ ซากซูเปอร์โนวาที่เป็นไปได้
ตำแหน่ง บริเวณ Sagittarius C ใกล้ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก
ระยะห่างจากโลก ประมาณ 26,000 ปีแสง
กล้องโทรทรรศน์หลัก NASA Chandra X-ray Observatory และ ESA XMM-Newton
ข้อมูลเสริม MeerKAT, Pan-STARRS, JWST และ SOFIA
ความเร็วการขยายตัว หากเป็นซากซูเปอร์โนวา ประมาณ 2 ล้านไมล์ต่อชั่วโมง
อายุโดยประมาณ หากเป็นซากซูเปอร์โนวา อย่างน้อยประมาณ 1,700 ปี
สถานะ ยังเป็น candidate หรือซากซูเปอร์โนวาที่ต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม
ตีพิมพ์งานวิจัย The Astrophysical Journal

สรุป

การค้นพบครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพลังของกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ Chandra ที่ช่วยเปิดเผยปรากฏการณ์พลังงานสูงในบริเวณที่เต็มไปด้วยก๊าซ ฝุ่น ดาวมวลมาก และสนามแม่เหล็กใกล้ใจกลางกาแล็กซี

หากยืนยันได้ว่าแหล่งรังสีเอกซ์ใน Sagittarius C คือซากซูเปอร์โนวาจริง วัตถุนี้จะเป็นหนึ่งในซากซูเปอร์โนวาที่อยู่ใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางทางช้างเผือกมากที่สุดเท่าที่เคยพบ

การศึกษานี้ยังช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจว่าดาวมวลมากระเบิดและปล่อยธาตุสำคัญออกสู่สภาพแวดล้อมรุนแรงใกล้ใจกลางกาแล็กซีอย่างไร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจวิวัฒนาการของกาแล็กซีและวัตถุดิบของจักรวาล

Previous Post Next Post