NASA เตรียมเลือกเทคโนโลยีจรวดใหม่จาก ULA สำหรับภารกิจดวงจันทร์ในโครงการ Artemis
ความเคลื่อนไหวล่าสุดในโครงการสำรวจดวงจันทร์ของสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่า NASA กำลังพิจารณาการเปลี่ยนแปลงสำคัญในระบบจรวดที่ใช้สำหรับภารกิจในอนาคต โดยมีรายงานว่าหน่วยงานอวกาศสหรัฐอาจเลือกใช้เทคโนโลยีจากบริษัท United Launch Alliance หรือ ULA สำหรับส่วนประกอบสำคัญของจรวดในโครงการ Artemis ซึ่งเป็นโครงการหลักในการนำมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง
การตัดสินใจดังกล่าวอาจส่งผลต่อการพัฒนาและการผลิตของจรวด Space Launch System หรือ SLS ซึ่งเป็นจรวดขนาดยักษ์ที่ NASA ใช้สำหรับส่งยาน Orion และนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ ภายใต้แผนงานเดิมบางส่วนของระบบขั้นบนของจรวดถูกออกแบบให้พัฒนาโดยบริษัท Boeing แต่ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการพัฒนาได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เป้าหมายของการเปลี่ยนเทคโนโลยี
การนำเทคโนโลยีจาก ULA เข้ามาใช้ในภารกิจอนาคตมีเป้าหมายสำคัญคือการลดต้นทุนของโครงการ Artemis และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตจรวด โดยเฉพาะในส่วนของระบบขั้นบนของจรวด ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำหน้าที่ผลักดันยานอวกาศต่อจากขั้นหลักหลังการปล่อย
ULA เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Boeing และ Lockheed Martin และเป็นผู้พัฒนาจรวดหลายรุ่นที่ใช้ในการส่งดาวเทียมและภารกิจด้านอวกาศของสหรัฐ เช่น Atlas V และ Vulcan ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในด้านการพัฒนาระบบขับดันจรวดขั้นสูง
เทคโนโลยีขั้นบนที่อาจถูกนำมาใช้ในอนาคตมีพื้นฐานมาจากระบบ Centaur ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบขั้นบนที่มีประสิทธิภาพสูงและถูกใช้ในภารกิจอวกาศมาหลายทศวรรษ ระบบนี้ใช้เครื่องยนต์ที่สามารถทำงานในสภาวะสุญญากาศได้ดีและสามารถจุดเครื่องยนต์ซ้ำหลายครั้งในอวกาศ
ความสำคัญของจรวด SLS
จรวด Space Launch System เป็นจรวดที่ทรงพลังที่สุดที่ NASA เคยพัฒนา และเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ Artemis จรวดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งนักบินอวกาศ ยาน Orion และอุปกรณ์จำนวนมากไปยังดวงจันทร์ในการปล่อยเพียงครั้งเดียว
ระบบจรวดประกอบด้วยหลายส่วน ได้แก่
- Core Stage หรือขั้นหลักของจรวด
- Solid Rocket Boosters
- Upper Stage สำหรับการขับดันในอวกาศ
- ยาน Orion ที่บรรทุกนักบินอวกาศ
ขั้นบนของจรวดมีบทบาทสำคัญในการผลักดันยาน Orion ออกจากวงโคจรโลกและส่งต่อไปยังเส้นทางเดินทางสู่ดวงจันทร์ ดังนั้นการเลือกเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
เหตุผลด้านต้นทุนของโครงการ Artemis
โครงการ Artemis ถือเป็นหนึ่งในโครงการอวกาศที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดของ NASA ในยุคปัจจุบัน โดยงบประมาณรวมของโครงการนี้ตลอดทศวรรษคาดว่าจะสูงหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ค่าใช้จ่ายจำนวนมากเกิดจากการพัฒนาระบบจรวด SLS และยาน Orion รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการลงจอดบนดวงจันทร์ ระบบสถานีอวกาศ Gateway และชุดอวกาศรุ่นใหม่สำหรับการทำงานบนพื้นผิวดวงจันทร์
การปรับเปลี่ยนระบบขั้นบนของจรวดจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ NASA กำลังพิจารณาเพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาวของโครงการ พร้อมทั้งเพิ่มความเร็วในการผลิตจรวดสำหรับภารกิจในอนาคต
อนาคตของภารกิจ Artemis
ภายใต้แผนงานล่าสุด NASA ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มความถี่ของภารกิจในโครงการ Artemis เพื่อให้สามารถส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
ภารกิจสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้แก่
- Artemis II – ภารกิจบินรอบดวงจันทร์พร้อมลูกเรือ
- Artemis III – การทดสอบระบบยานและการเชื่อมต่อในอวกาศ
- Artemis IV – ภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้งของมนุษย์
นอกจากการลงจอดบนดวงจันทร์แล้ว โครงการ Artemis ยังมีเป้าหมายในการสร้างสถานีอวกาศ Gateway ในวงโคจรรอบดวงจันทร์ และพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนการตั้งฐานมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์
การพัฒนาเทคโนโลยีจรวดที่มีต้นทุนต่ำและสามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง
ก้าวต่อไปของการแข่งขันด้านอวกาศ
การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภารกิจดวงจันทร์ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกด้วย
หลายประเทศรวมถึงจีนกำลังพัฒนาโครงการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ของตนเองภายในทศวรรษนี้ ทำให้ NASA ต้องเร่งปรับปรุงเทคโนโลยีและเพิ่มความถี่ของภารกิจเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านการสำรวจอวกาศ
หาก NASA เลือกใช้เทคโนโลยีจาก ULA จริง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดสำคัญที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพของจรวด SLS และช่วยให้โครงการ Artemis สามารถดำเนินภารกิจสำรวจดวงจันทร์ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
