หมายเหตุ: ไม่มีภาพประกอบ ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับบทความนี้แต่อย่างใด
ภาพจาก Ai
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (NASA) ประกาศเลือก สองภารกิจดาวเทียมล่าสุด ภายใต้โครงการ Earth System Explorers (ESE) เพื่อขยายขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของระบบสังเกตการณ์โลก โดยภารกิจดังกล่าวคือ STRIVE และ EDGE ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ถูกคัดเลือกให้พัฒนาเป็นภารกิจระดับถัดไป และคาดว่าจะเปิดตัวไม่ก่อน ปี 2030 แต่ละภารกิจจะช่วยให้มนุษย์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีขึ้นทั้งในชั้นบรรยากาศและพื้นผิวโลก โดยข้อมูลจาก NASA ระบุว่าแต่ละโครงการมีความสำคัญต่อการติดตามสภาพแวดล้อม, การพยากรณ์สภาพอากาศ, และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศในระยะยาว
ภารกิจ STRIVE: เจาะลึกชั้นอากาศและโอโซน
ชื่อเต็มของภารกิจ STRIVE คือ Stratosphere Troposphere Response using Infrared Vertically-resolved light Explorer ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำการวัดค่าทางวิทยาศาสตร์ของชั้นบรรยากาศโลกจาก ระดับท้ายสุดของโทรโพสเฟียร์ไปจนถึงเมโซสเฟียร์ โดยจะเก็บข้อมูลอุณหภูมิ, องค์ประกอบชั้นอากาศ, ปริมาณโอโซน และปริมาณอนุภาคในอากาศที่สามารถมีผลต่อคุณภาพอากาศได้อย่างละเอียดกว่าเดิมหลายเท่า
สำหรับ STRIVE เมื่อถูกพัฒนาและส่งขึ้นสู่วงโคจร ดาวเทียมนี้จะส่งข้อมูลที่สามารถ:
-
ตรวจจับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโอโซนและก๊าซติดตามอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศ
-
สนับสนุนการพยากรณ์สภาพอากาศระยะยาว
-
ติดตามปริมาณอนุภาคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศและเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้วเช่นการปะทุของภูเขาไฟหรือไฟป่า
STRIVE มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มข้อมูลที่ระบบสังเกตการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถจับภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวัดแนวดิ่งของชั้นบรรยากาศที่ยังมีช่องว่างในชุดข้อมูลที่มีอยู่
ภารกิจ EDGE: แผนที่สามมิติของพื้นผิวโลก
อีกหนึ่งภารกิจที่ได้รับการคัดเลือกคือ EDGE ซึ่งย่อมาจาก Earth Dynamics Geodetic Explorer โดยภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบโครงสร้างสามมิติของพื้นผิวโลก ทั้งในส่วนของป่า, ธารน้ำแข็ง, แผ่นน้ำแข็ง และพื้นทะเลน้ำแข็ง
EDGE จะใช้เทคโนโลยีเครื่องมือวัดด้วยเลเซอร์ (laser altimetry) เพื่อตรวจจับ:
-
การเปลี่ยนแปลงความสูงของพื้นดิน
-
การเคลื่อนไหวของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งในบริเวณขั้วโลก
-
การวัดระดับสามมิติของระบบนิเวศน์บนพื้นโลก
เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้สามารถสร้าง แผนที่ความละเอียดสูงของพื้นผิวโลก ซึ่งสามารถนำไปใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม โดยข้อมูลจาก EDGE มีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์ในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, การประเมินผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, และการเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กระบวนการคัดเลือกและความสำคัญของภารกิจ
ทั้ง STRIVE และ EDGE ถูกคัดเลือกจาก โครงการ Earth System Explorers Program ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์โลกที่ได้รับคำแนะนำจาก National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine 2017 Decadal Survey ซึ่งคัดเลือกภารกิจที่มีศักยภาพด้านการสังเกตการณ์ระบบโลกมาเป็นพันธกิจหลักของ NASA
ภารกิจทั้งสองนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาดาวเทียมใหม่เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ NASA ในการตอบโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศระดับโลก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพอากาศ, ระบบนิเวศน์, และชีวิตของประชากรบนโลกอย่างยั่งยืน
แผนการพัฒนาและการปล่อย
NASA ประเมินว่าภารกิจ STRIVE และ EDGE จะมีงบประมาณไม่เกิน 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อภารกิจ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายการปล่อยยาน) และขณะนี้อยู่ในระยะ การพัฒนาและเตรียมพร้อมก่อนการยืนยันเชิงงบประมาณในปี 2027 หากผ่านการตรวจสอบและได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว ภารกิจทั้งสองคาดว่าจะพร้อมสำหรับการปล่อยไม่ก่อน ปี 2030
สรุปความสำคัญของ STRIVE และ EDGE
-
NASA ได้คัดเลือกภารกิจดาวเทียมใหม่สองโครงการ คือ STRIVE และ EDGE เพื่อศึกษาระบบโลกและสภาพแวดล้อม
-
STRIVE มุ่งเน้นการวัดชั้นบรรยากาศโลกอย่างละเอียด รวมถึงการติดตามโอโซนและองค์ประกอบอากาศอื่น ๆ
-
EDGE มีเป้าหมายสำรวจพื้นผิวโลกในสามมิติ เช่น ธารน้ำแข็งและป่าไม้ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์
-
ภารกิจทั้งสองอยู่ในช่วงการเตรียมพัฒนาก่อนยืนยันงบประมาณ และคาดว่าจะปล่อยขึ้นสู่วงโคจรไม่ก่อน ปี 2030
